อะไรจะเกิดขึ้น

—————

พระภิกษุรูปหนึ่งเห็นว่าพ่อแม่เป็นผู้มีพระคุณ จึงไหว้พ่อแม่ที่เป็นฆราวาส

ถามว่า พระไหว้พ่อแม่ที่เป็นฆราวาสได้หรือไม่?

หลายคนตอบด้วยความมั่นใจว่า พระไหว้พ่อแม่ได้ เพราะพ่อแม่เป็นผู้มีพระคุณ

บางคนตอบแบบลังเลว่า น่าจะไหว้ได้

หลายคนตอบแบบลังเลว่า น่าจะไหว้ไม่ได้

ครั้นถามต่อไปว่า ทำไมจึงน่าจะไหว้ได้ และทำไมจึงน่าจะไหว้ไม่ได้

แต่ละคนก็ให้เหตุผลไปตามความเข้าใจของตัวเอง

แม้แต่ที่บอกว่า พระไหว้พ่อแม่ได้ เพราะพ่อแม่เป็นผู้มีพระคุณ ก็เป็นการให้เหตุผลไปตามความเห็นของตัวเอง

นี่คือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในสังคมพระศาสนาบ้านเรา

…………………..

สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในสังคมพระศาสนาบ้านเราก็คือ เรานับถือพระพุทธศาสนา แต่ไม่ได้ศึกษาหลักคำสอน-ที่มีคำเรียกโดยเฉพาะว่า “พระธรรมวินัย”

หากแต่ใช้วิธีทำ พูด คิด ไปตามความเข้าใจเอาเอง

บางที-อาจจะเห็นตัวอย่างจากสิ่งที่คนอื่นๆ ปฏิบัติกัน แล้วก็เอามาทำตาม

แต่รวมความก็คือ ไม่ได้ศึกษาหลัก “พระธรรมวินัย”

การทำ พูด คิด ไปตามความเข้าใจของตัวเอง ไม่ได้ศึกษาหลักพระธรรมวินัยนี้ เวลานี้แม้แต่คนวัด-คือพระภิกษุสามเณร ก็เป็นไปด้วยแล้ว

ความเสื่อมมาเคาะประตูแล้ว

…………………..

คราวนี้ ขอเชิญศึกษาหลักพระธรรมวินัยกันดู

คัมภีร์ปริวาร กฐินัตถารวรรคที่ ๑๔ อุปาลิปัญจกะ วินัยปิฎก พระไตรปิฎกเล่ม ๘ ข้อ ๑๒๒๕ มีคำที่พระอุบาลีทูลถามพระพุทธเจ้าว่า —

กติ นุ โข ภนฺเต อวนฺทิยาติ ฯ
ผู้ที่ภิกษุไม่ควรไหว้มีเท่าไรหนอพระพุทธเจ้าข้า?

พระพุทธเจ้าตรัสตอบระบุ “ผู้ที่ภิกษุไม่ควรไหว้” ไว้หลายชุด มีชุดหนึ่งตรัสว่า —

อปเรปิ อุปาลิ ปญฺจ อวนฺทิยา ฯ
ดูก่อนอุบาลี ยังมีผู้ที่ภิกษุทั้งหลายไม่ควรไหว้อีก ๕ พวก

กตเม ปญฺจ ฯ
๕ พวกคือใครบ้าง?

(๑) ปุเร อุปสมฺปนฺเนน ปจฺฉา อุปสมฺปนฺโน อวนฺทิโย
ภิกษุผู้อุปสมบททีหลัง อันภิกษุผู้อุปสมบทก่อนไม่ควรไหว้

(๒) อนุปสมฺปนฺโน อวนฺทิโย
อนุปสัมบัน (คือผู้ที่ไม่ใช่ภิกษุ) อันภิกษุทั้งหลายไม่ควรไหว้

(๓) นานาสํวาสโก วุฑฺฒตโร อธมฺมวาที อวนฺทิโย
ภิกษุมีสังวาสต่างกัน มีพรรษาแก่กว่า เป็นอธรรมวาที (คือสอนผิดประพฤติผิด) อันภิกษุทั้งหลายไม่ควรไหว้

(๔) มาตุคาโม อวนฺทิโย
มาตุคาม (คือสตรี) อันภิกษุทั้งหลายไม่ควรไหว้

(๕) ปณฺฑโก อวนฺทิโย ฯ
บัณเฑาะก์ (คือบุคคลที่มีพฤติกรรมเบี่ยงเบนทางเพศ) อันภิกษุทั้งหลายไม่ควรไหว้

อิเม โข อุปาลิ ปญฺจ อวนฺทิยา ฯ
ดูก่อนอุบาลี เหล่านี้แลคือผู้ที่ภิกษุทั้งหลายไม่ควรไหว้ ๕ พวก

…………………..

จะเห็นได้ว่า พ่อแม่ (ที่เป็นฆราวาส) อยู่ในพวกที่ (๒) และพวกที่ (๔) ของชุดนี้-ที่ภิกษุทั้งหลายไม่ควรไหว้

นี่คือหลักพระธรรมวินัย-ซึ่งพวกเราส่วนมากในเวลานี้ไม่ได้ศึกษา

เมื่อศึกษาหลักพระธรรมวินัยแล้ว เรื่องก็จบ ไม่ต้องเถียงกันว่าพระไหว้พ่อแม่ที่เป็นฆราวาสได้หรือไม่

ถ้าเป็นพระภิกษุสามเณร ก็มีหน้าที่ปฏิบัติตามพระธรรมวินัย ไม่ใช่ปฏิบัติตามความเห็นความเข้าใจของตัวเอง หรือแม้แต่อ้างว่าท่านผู้นั้นผู้โน้นสอนให้ทำ

ถ้าเป็นชาวพุทธชาวบ้าน ก็รับรู้ว่ามีหลักพระธรรมวินัยกำหนดไว้อย่างนี้ ไม่ต้องเอาความเห็นความเข้าใจส่วนตัวมาตัดสินหรือมาเถียงกัน

เรื่องอื่น ประเด็นอื่น ปัญหาอื่นอีกร้อยแปดพันเก้า ก็ใช้หลักเดียวกันนี้-คือศึกษาเรียนรู้พระธรรมวินัยกันก่อน แล้วจึงค่อยออกความเห็น

…………………..

แล้วถ้าเกิดไม่พอใจ ไม่เห็นด้วยกับพระธรรมวินัยล่ะ จะทำอย่างไร

พระพุทธศาสนาไม่ได้บังคับให้ใครต้องมานับถือเลื่อมใส ต้องมาเชื่อมาปฏิบัติตาม

เมื่อไม่พอใจ ไม่เห็นด้วยกับพระธรรมวินัย ก็ไม่ต้องนับถือ ไม่ต้องปฏิบัติตาม

นี่เป็นกฎสากลธรรมดา ง่ายๆ ตรงไปตรงมา

แต่กฎสากลธรรมดาที่รับรู้กันทั่วโลกก็มีอยู่ว่า ใครสมัครเข้าไปเป็นสมาชิกของสังคมสมาคมใด ต้องปฏิบัติตามกฎกติกามารยาทของสังคมสมาคมนั้น

สมัครเข้าไปแล้ว ปฏิบัติตามกฎกติกามารยาทของสังคมสมาคมนั้นไม่ได้ ก็ลาออกไป

ง่ายๆ ตรงไปตรงมา

จะถือสิทธิ์อยู่เป็นสมาชิกไปด้วย และไม่ปฏิบัติตามกฎกติกามารยาทของสังคมสมาคมนั้นไปด้วย หาชอบไม่

ยิ่งถึงกับจะแก้ไขกฎกติกามารยาทของสังคมสมาคมนั้นให้เป็นไปตามที่ตนพอใจ ก็ยิ่งเป็นเรื่องวิปริต

…………………..

ที่ผมกำลังเป็นห่วงมากๆ ก็คือ ถ้าไม่เรียนรู้ไม่ศึกษาพระธรรมวินัยกันมากขึ้น นานขึ้น จนเห็นเป็นเรื่องปกติธรรมดา ในที่สุดจะมีกระแสความคิดเกิดขึ้นว่า —

พระธรรมวินัยไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไร
พระธรรมวินัยบัญญัติมาตั้งสองพันกว่าปีแล้ว ล้าสมัยแล้ว
ไม่จำเป็นจะเอาพระธรรมวินัยมายึดถือเป็นหลักอีกต่อไป
พระพุทธศาสนาจะต้องปรับตัวเพื่อให้ทันโลกและอยู่กับโลกได้
ไม่ใช่งมโข่งอยู่แต่พระธรรมวินัย
ฯลฯ

วันหนึ่ง ถ้าถึงขั้นนี้ อะไรจะเกิดขึ้น?

นาวาเอก ทองย้อย แสงสินชัย
๑๓ กันยายน ๒๕๖๒
๑๐:๔๘