อัศจรรย์แห่งจิต และธรรมที่ปรุงแต่งจิต

ในภาพ …
– ในขณะที่ตา (จักขุวิญญาณจิต) เห็นภาพ …. ความสามารถของจักขุวิญญาณจิต (จิตที่ทำหน้าที่เห็น) จะเห็นได้เพียงสีต่าง ๆ เท่านั้น แม้ชื่อของสี (ขาว, ดำ, แดง, น้ำเงิน…) ก็ยังไม่รู้ด้วย
– แต่พอวิถีทางจักษุดับลง ก็เข้าสู่วิถีทางใจ หรือมโนทวารติดต่อกัน เป็นตทนุวัตติกมโนทวารวิถี คือวิถีจิตที่รับอารมณ์ต่อจากปัญจทวาร (ในที่นี้กำลังพูดถึงจักขุทวาร)

– วิถีทางมโนทวารที่เกิดต่อจากวิถีที่เห็นทางจักขุทวารนั้น จะมี ๔ วิถี คือ

๑. อตีตัคคหณวิถี คือวิถีที่ยึดเอารูปารมณ์ที่เกิดทางตาที่ผ่านไปแล้วทางจักขุทวารนั้นมานึกคิด
๒. สมูหัคคหณวิถี จิตในทางมโนทวารวิถีนั้น จะรวบรวมภาพ (สีต่าง ๆ ) คือในขณะที่ตามองเห็น วิถีนี้จะรวบรวมภาพทั้งหมด ไม่ได้จับเอาเพียงจุดใดจุดหนึ่ง…
๓. อัคถัคคหณวิถี วิถีจิตต่อมา จิตจะตีค่าของสิ่งที่ตาเห็นนั้น เป็นอัตถบัญญัติ คือคิดพ้น หรือล่วงเลยไปจากภาพที่อยู่บนกระดาษ กลายเป็นวัตถุอย่างใดอย่างหนึ่ง โดยอาศัยความสัมพันธ์กันของสีต่าง ๆ ที่ปรากฏในแต่ละส่วน ๆ ซึ่งไม่เท่ากัน
๔. นามัคคหณวิถี วิถีจิตต่อมาจะรับนามบัญญัติ คือชื่อของรูปร่างที่เห็นว่าเป็นอะไร ดังเช่นในภาพ …จิตทางมโนทวาร จะรวบรวมแล้วบอกว่านี่คือ ภาพคน ที่ใส่ชุดว่ายน้ำ…เป็นสีดำ…สวมหมวกสีแดง…มีริมฝีปากสีแดง…มีผิวสีขาว…ที่จิตคิดได้อย่างนั้น ก็เพราะอาศัยประสบการณ์ อาศัยสัญญาความจำได้หมายรู้ ที่ตนได้พบเห็นและรับรู้มาก่อน คือสิ่งที่จิตเคยเสพคุ้นมาก่อน ให้ปรากฎเด่นชัดที่สุด….

ด้วยอำนาจของจิตที่เกิด-ดับอย่างรวดเร็ว ในขณะที่ตามองเห็น เพียงแค่ครึ่ง หรือ ๑ วินาที…จิตจะเกิด-ดับ ได้ถึง แสนโกฏิขณะ ประมาณ ๑ ล้านล้านขณะ…ถ้าคำนวณเป็นวิถีจิต ก็จะได้ประมาณ ๕๗ ล้านวิถีจิต….เพียงพอที่จะทำให้ธรรมทั้งหลาย (เจตสิกธรรม) ได้เข้าไปปรุงแต่งจิต… ด้วยอำนาจแห่งความคุ้นเคย หรือประสบการณ์ที่ตนได้เคยเห็นมาแล้ว จากสื่อทางใดทางหนึ่ง…ฯ

นี่ คือความพิสดาร ของจิต …. และความพิเศษของพุทธศาสนา…ซึ่งไม่มีศาสตร์ใดในโลก สามารถสอนได้…พุทธศาสนาเท่านั้น ที่สามารถบอกได้ว่า “ตา คือจักษุวิญญาณนั้น เห็นได้ รับรู้ได้เพียงแค่สีต่าง ๆ เท่านั้น ….ไม่สามารถเห็นเป็นรูปเป็นร่างได้”…. ส่วนที่เห็นเป็นรูปร่างได้นั้น เป็นส่วนของจิตที่พ้นจากตา คือจักษุวิญญาณไปแล้ว…เป็นจิตที่เกิดทางมโนทวาร…เป็นดุจมโนภาพ, หรือจินตภาพ…. ที่อาศัยประสบการณ์ ความคุ้นเคย …ที่ได้สั่งสมมานานแสนนาน…ประกอบกันเข้า ทำให้สิ่งที่ตาเห็นนั้น กลายเป็นรูปร่างของคนได้….(ทั้ง ๆ สิ่งที่เห็น เป็นเพียงสีต่าง ๆ ที่เข้ม หรือจาง ที่ตัดกันไปมาเท่านั้น)

หากภาพที่ปรากฏนั้น ไปปรากฏแก่พระโยคีบุคคล ผู้เจริญอสุภกรรมฐาน… ภาพที่เห็นนั้น ก็จะมีความแตกต่างไปจากความรู้สึกนึกคิดของปุถุชน ผู้ไม่เคยฝึกฝนจิตเกี่ยวกับอสุภกรรมฐาน…

ถ้าภาพนี้ ไปปรากฎแก่ผู้ที่กำลังเจริญวิปัสสนากรรมฐาน…ได้ญาณสูง ๆ ภาพที่เห็นนี้ก็จะเป็นเพียงสีต่าง ๆ เท่านั้น…. ความรู้สึกว่า เป็นคนที่สวยงาม…อันจะก่อให้เกิดความยินดีด้วยอำนาจแห่งโลภ-ตัณหา ก็จะไม่มี….

จึงมีคำถามกับนักปฏิบัติว่า “อะไรเอ่ย สิ่งที่เห็นไม่ได้อยาก, สิ่งที่อยาก ไม่ได้เห็น” ? คำตอบ ก็คือ … ตา คือจักขุวิญญาณ ทำหน้าที่เห็น, และตาก็ทำหน้าที่เห็นเฉย ๆ ไม่ได้ทำหน้าที่อยาก, ส่วนโลภะชวนะ เป็นตัวทำหน้าที่อยาก คือติดใจในอารมณ์ แต่ไม่ได้ทำหน้าที่เห็น… นี้จึงเรียกว่ “สิ่งที่เห็นไม่ได้อยาก, สิ่งที่อยากก็ไม่ได้เห็น” //

ทุกคนอยู่ในโลกของสมมติบัญญัติ จิตของคนเรา ได้มีประสบการณ์ ได้คุ้นเคยกับบัญญัติมานมนานกาเล…ไม่มีความรู้ในปรมัตถ์…พอเห็น หรือได้ยินปุ๊บ…บัญญัติปรุงแต่งทันที…ตา…ทั้ง ๆ ที่เห็นได้เฉพาะสีต่าง ๆ …. หู ทั้ง ๆ ที่ได้ยินเพียงเสียงต่าง ๆ เท่านั้น….ด้วยความรวดเร็วของจิต ด้วยความเสพคุ้นของจิต … ทุก ๆ ครั้งที่เห็น กลายเป็นสัตว์ เป็นบุคคล เป็นวัตถุสิ่งของต่าง ๆ …. เกิดความชอบ ไม่ชอบ… และแสดงพฤติกรรมต่ออารมณ์ที่ประกฎนั้นในลักษณะต่าง ๆ

ทุกครั้งที่หูได้ยิน…เพราะอาศัยความเสพคุ้น และประสบการณ์ที่สั่งสมหมักดองมานานในจิตใจ…กลายเป็นว่า เสียงที่ได้ยินไม่ใช่แค่ได้ยินเฉย ๆ แต่กลายเป็นเสียงชื่นชมบ้าง…เสียงด่าบ้าง….เสียงใสร้ายป้ายสีต่าง ๆ บ้าง….กลายเป็นว่า เสียงนั้นเป็นสิ่งเร้า สิ่งกระตุ้น หรือสิ่งที่ก่อให้เกิดแรงจูงใจในการแสดงพฤติกรรมต่าง ๆ ออกมา… กลายเป็นกรรม ดีบ้าง ไม่ดีบ้าง… / ถ้าตัวปรุงแต่งดี พฤติกรรมก็อาจจะแสดงออกในทางที่ดี ….ถ้าตัวปรุงแต่งไม่ดี เป็นอกุศล ….พฤติกรรมที่แสดงออกมาก็เป็นไปในทางไม่ดี…เป็นอกุศล…//

ข้อปฏิบัติที่สำคัญ คือ สติ เพราะสติ ทำหน้าที่กั้นกระแส…คือกระแสแห่งความยินดี ด้วยอำนาจแห่งโลภะ, และความยินร้าย ด้วยอำนาจแห่งโทสะ… (สติมา สมฺปชาโน วิเนยฺย โลเก อภิชฺฌาโทมนสฺสํ…)

==================

VeeZa

๒๕ เมษายน ๒๕๖๒