อานนท์ ! บัดนี้ เรามีสติสัมปชัญญะ ปลงอายุสังขารแล้ว ณ ปาวาลเจดีย์นี้.
(พระอานนท์ได้สติจึงทูลขอให้ดำรงพระชนม์ชีพอยู่ด้วยอิทธิบาทภาวนา กัปป์หนึ่ง หรือยิ่งกว่ากัปป์; ทรงปฎิเสธ)

อานนท์ ! อย่าเลย, อย่าวิงวอนตถาคตเลย มิใช่เวลา จะวิงวอนตถาคต เสียแล้ว.
(พระอานนท์ทูลวิงวอนอีกจนครบ ๓ ครั้ง ได้รับพระดำรัส ตอบอย่างเดียวกัน, ตรัสว่าเป็นความผิดของพระอานนท์ผู้เดียว, แล้วทรงจาระไนสถานที่ ๑๖ แห่ง ที่เคยให้โอกาสแก่พระอานนท์ในเรื่องนี้ แต่พระอานนท์รู้ไม่ทันสักครั้งเดียว)

อานนท์ ! ในที่นั้น ๆ ถ้าเธอวิงวอนตถาคต ตถาคตจักห้ามเสีย ๒ ครั้ง แล้วจักรับคำในครั้งที่ ๓

อานนท์ ! เพราะฉะนั้น ในเรื่องนี้ จึงเป็นความผิดพลาด ของเธอแต่ผู้เดียว.

อานนท์ ! ตถาคตได้บอกแล้ว มิใช่หรือว่า สัตว์จะต้องพลัดพราก จากของรักของชอบใจทั้งสิ้น,
สัตว์จะได้ตามปรารถนา ในสังขารนี้ แต่ที่ไหนเล่า, ข้อที่สัตว์จะหวังเอาสิ่งที่เกิดแล้ว เป็นแล้ว มีปัจจัยปรุงแต่งแล้วมีการแตกดับเป็นธรรมดาว่า สิ่งนี้อย่าฉิบหายเลย ดังนี้ ย่อมไม่เป็นฐานะที่มีได้เป็นได้.

อานนท์ ! สิ่งใดที่ตถาคต พ้นแล้ว คายแล้ว ปล่อยแล้ว ละแล้ว สลัดแล้ว สิ่งนั้นคืออายุสังขารที่ตถาคตปลงแล้ว, ตถาคตกล่าววาจาตายตัวแล้ว ว่าจักมีการปรินิพพานในไม่ช้า, ตถาคตจักปรินิพพานต่อครบ ๓ เดือน จากนี้, การที่จะคืนคำนั้น แม้เพราะเหตุจะต้องเสียชีวิต ก็ไม่เป็นสิ่งจะเป็นไปได้เลย.

อานนท์เอ๋ย ” บัดนี้สังขารอันเป็น เหมือนเกวียนชำรุดนี้เราได้สละแล้ว เรื่องที่จะดึงกลับมาอีกครั้งหนึ่งนั้น ไม่ใช่วิสัยแห่งตถาคต…. บุคคลย่อมต้องพลัดพรากจากสิ่งที่รักที่พึงใจเป็นธรรมดาหลีกเลี่ยงไม่ได้

อานนท์เอ๋ย ชีวิตนี้มีความพลัดพรากเป็นที่สุด สิ่งทั้งหลายมีความแตกดับไปสลายไปเป็นธรรมดา จะปรารถนามิให้ เป็นอย่างที่มันควรจะเป็นนั้น เป็นฐานะที่ไม่พึงหวังได้ ทุกสิ่งทุกอย่างดำเนินไป เคลื่อนไปสู่จุดสลายตัวทุกขณะ ”
…………
(บาลี) มหา. ที. ๑๐/๑๓๔/๑๐๒.

บัดนี้ เราขอเตือนพวกเธอว่า สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา พวกเธอจงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิด