พระผู้มีพระภาคทรงแสดงว่า การที่ภิกษุเพลิดเพลินอายตนะภายนอก ๖ ที่รู้แจ้งทางอายตนะภายใน ๖ ชื่อว่าความไม่สำรวม ส่วนการที่ภิกษุไม่เพลิดเพลินอายตนะเหล่านั้น ชื่อว่าความสำรวม

[๙๘] “ภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงความสำรวมและไม่สำรวมแก่เธอทั้งหลายเธอทั้งหลายจงฟัง
ความไม่สำรวม เป็นอย่างไร คือ รูปที่พึงรู้แจ้งทางตาที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ ชวนให้รัก ชักให้ใคร่ พาใจให้กำหนัดมีอยู่ ถ้าภิกษุเพลิดเพลิน เชยชม ยึดติดรูปนั้นอยู่ ข้อนี้ ภิกษุพึงทราบว่า ‘เรากำลังเสื่อมจากกุศลธรรมทั้งหลาย นี้พระผู้มีพระภาคตรัสว่า เป็นความเสื่อม’ ฯลฯ

รสที่พึงรู้แจ้งทางชิวหาวิญญาณ … มีอยู่ ฯลฯ

ธรรมารมณ์ที่พึงรู้แจ้งทางใจที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ ชวนให้รัก ชักให้ใคร่ พาใจให้กำหนัดมีอยู่ ถ้าภิกษุยังเพลิดเพลิน เชยชม ยึดติดธรรมารมณ์นั้นอยู่ ข้อนี้ภิกษุพึงทราบว่า ‘เรากำลังเสื่อมจากกุศลธรรมทั้งหลาย นี้พระผู้มีพระภาคตรัสว่าเป็นความเสื่อม’

ภิกษุทั้งหลาย ความไม่สำรวมเป็นอย่างนี้แล

ความสำรวม เป็นอย่างไร คือ รูปที่พึงรู้แจ้งทางตาที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ ชวนให้รัก ชักให้ใคร่ พาใจให้กำหนัดมีอยู่ ถ้าภิกษุไม่เพลิดเพลิน ไม่เชยชม ไม่ยึดติดรูปนั้นอยู่ ข้อนี้ ภิกษุพึงทราบว่า ‘เราไม่เสื่อมจากกุศลธรรมทั้งหลาย นี้พระผู้มีพระภาคตรัสว่า เป็นความไม่เสื่อม’ ฯลฯ

รสที่พึงรู้แจ้งทางลิ้น … มีอยู่ ฯลฯ

ธรรมารมณ์ที่พึงรู้แจ้งทางใจที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ ชวนให้รัก ชักให้ใคร่ พาใจให้กำหนัดมีอยู่ ถ้าภิกษุไม่เพลิดเพลิน ไม่เชยชม ไม่ยึดติด ธรรมารมณ์นั้นอยู่ ข้อนี้ภิกษุพึงทราบว่า ‘เราไม่เสื่อมจากกุศลธรรมทั้งหลาย นี้พระผู้มีพระภาคตรัสว่าเป็นความไม่เสื่อม’

ภิกษุทั้งหลาย ความสำรวมเป็นอย่างนี้แล”
……………
สังวรสูตร สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๘
http://www.84000.org/tipitaka/read/m_siri.php?B=18&siri=78
ในสังวรสูตรที่ ๕ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า กถญฺจ ภิกฺขเว อสํวโร นี้ พึงทราบว่า มิได้ตรัสเฉพาะบุคคลผู้ชี้หนทาง แต่ตรัสด้วยอำนาจธรรมที่ควรละก่อน เพราะทรงเป็นผู้ฉลาดในวิธีเทศนา เหมือนบุคคลผู้ฉลาดในหนทางบอกทางที่ควรละก่อนว่า จงปล่อยทางซ้าย ถือเอาทางขวา.
ในพระสูตรนี้ พระองค์ตรัสถามธรรมแล้ว ทรงจำแนกธรรม.
อรรถกถาสังวรสูตร http://www.84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=18&i=145