อุเบกขา: คุณเป็นอีกคนหนึ่งใช่ไหมที่เข้าใจผิด

——————————-

(๑) คำว่า “อุเบกขา” มักแปลกันว่า “ความวางเฉย” แต่อุเบกขาไม่ได้หมายความว่าวางเฉยแบบไม่ดูดำดูดี หรือแบบไม่รับผิดชอบ อย่างที่มักเข้าใจกันผิดๆ

(๒) อุเบกขา หมายถึง :

(1) ไม่ตกอยู่ในอำนาจของสุขหรือทุกข์ ชอบหรือชัง

สุขมาถึง ก็ไม่มัวเมา ฟุ้งเฟ้อ ไขว่คว้า ยึดมั่น หลงติด

ทุกข์มากระทบ ก็ไม่โวยวาย ดิ้นพล่าน เดือดร้อน หรือทอดถอนนอนสยบ

แต่มีสติ มองเห็นเหตุที่มาของสุขหรือทุกข์นั้น แล้วกำหนดท่าทีของตนว่าควรทำอะไร ทำอย่างไรจึงจะเกิดผลดี

ชอบหรือชังมากระทบ ก็ทำนองเดียวกัน

(2) ไม่ตกอยู่ในอำนาจของความลำเอียงเพราะรัก ชัง เขลา ขลาด อันเป็นเหตุให้กระทำการต่อเรื่องนั้นหรือบุคคลนั้นคลาดเคลื่อนไปจากที่ควรทำควรเป็น หรือผิดธรรมผิดทาง

เช่นผู้มีอำนาจ รักบุคคลนี้ก็อุ้มชูสนับสนุนทั้งที่อ่อนด้อยบกพร่อง ชังบุคคลนั้นก็กดข่มปิดกั้นทั้งที่มีคุณสมบัติดีงาม การกระทำที่คลาดเคลื่อนเช่นนี้แหละที่เกิดขึ้นเพราะขาดอุเบกขา

(3) ความมีปัญญาเข้าใจเข้าถึงสภาวะต่างๆ ตามความเป็นจริงและวางทีท่าอารมณ์ต่อเรื่องนั้นๆ ได้ถูกต้อง

เช่น ความแก่เป็นสัจธรรมความจริง เมื่ออาการของความแก่ปรากฏ ถ้าขาดอุเบกขา ก็จะเดือดร้อน หาทางถ่วงรั้งยุดยื้อ ถูกใครเรียกว่าลุงว่าป้าว่ายาย ก็จะรู้สึกขุ่นข้องขัดเคืองเป็นต้น แต่ถ้ามีอุเบกขากำกับใจ เมื่อความแก่ ความเจ็บ หรือแม้ความตายมากระทบตนหรือคนรอบข้าง ก็จะดำรงตนอยู่ได้ตามปกติ พร้อมทั้งเห็นทางเห็นวิธีที่จะปฏิบัติต่อความเป็นจริงนั้นๆ ได้อย่างถูกต้อง

(๓) อุเบกขา เป็นงานทางใจล้วนๆ (แต่ส่งผลออกมาเป็นท่าทีการกระทำ) แม้จะอ่าน หรือท่อง หรือจำความหมายของคำว่า “อุเบกขา” ได้แม่นยำ ก็ยังไม่ใช่เครื่องรับรองว่ามีอุเบกขา ต่อเมื่อใดจิตใจเข้าถึงความหมายดังกล่าวมา เมื่อนั้น แม้จะไม่รู้ถ้อยคำภาษา ก็นับได้ว่ามีอุเบกขาเกิดขึ้นแล้ว

———

อุเบกขา กับ สันโดษ เป็นหลักธรรมที่มีชะตากรรมคล้ายคลึงกันในสังคมไทย คือคนส่วนมากเข้าใจผิด และไม่คิดที่จะศึกษาให้ถูกต้อง

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว รัฐบาลไทยถึงกับขอร้องคณะสงฆ์ว่าอย่าให้พระเทศน์เรื่องสันโดษ เพราะเป็นการส่งเสริมให้คนขี้เกียจ

เข้าใจผิด : 
– สันโดษคือเฉื่อยชา 
– อุเบกขาคือไม่รับผิดชอบ

เข้าใจถูก : 
– อุเบกขา คือใช้ปัญญาจนเห็นคุณและโทษเมื่อจะทำการใดๆ
– สันโดษ คือภูมิใจกับผลที่ได้เมื่อทำเต็มความสามารถแล้ว

นาวาเอก ทองย้อย แสงสินชัย
๗ มิถุนายน ๒๕๖๒
๑๗:๕๘