อเหตุกจิต

อเหตุกจิต เป็นจิตที่ไม่มีเหตุ หมายความว่า จิตจำพวกนี้ไม่มีเหตุบาป คือ อกุศลเหตุอันได้แก่ โลภเหตุ โทสเหตุ โมหเหตุ และไม่มีเหตุบุญ คือ กุศลเหตุ อันได้แก่ อโลภเหตุ อโทสเหตุ อโมหเหตุ รวม ๖ เหตุนี้มาสัมปยุตต คือมาประกอบด้วยเลยแม้แต่เหตุเดียว หรือจะกล่าวอีกนัยหนึ่งว่า อเหตุจิตเป็นจิตที่ไม่มีสัมปยุตต เป็นจิตที่ไม่มีเหตุ ๖ ประกอบเลย
อเหตุกจิต ซึ่งมีจำนวน ๑๘ ดวงนี้ แบ่งออกได้เป็น ๓ จำพวก ดังมีคาถาสังคหะเป็นคาถาที่ ๔ แสดงว่า

๔. สตฺตากุสลปากานิ ปุญฺญปากานิ อฏฺฐธา
กฺริยจิตฺตานิ ตีณีติ อฏฺฐารส อเหตุกา ฯ

แปลความว่า อเหตุกจิต มี ๑๘ ดวง ได้แก่
อกุศลวิบากจิต ๗ ดวง
อเหตุกกุศลวิบากจิต ๘ ดวง
อเหตุกกริยาจิต ๓ ดวง

อกุศลวิบากจิต เป็นจิตที่เป็นผลของอกุศลกรรม เป็นผลของฝ่ายชั่วฝ่ายบาปอกุศล ที่ได้สั่งสมที่ได้กระทำมาแล้วแต่อดีต จึงต้องมาได้รับผลเป็นอกุศลวิบากจิต อันเป็นผลที่ไม่ดี ๗ ดวงนี้

อเหตุกกุศลวิบากจิต เป็นจิตที่เป็นผลของกุศลกรรม เป็นผลของฝ่ายดีฝ่ายบุญกุศล ที่ได้สั่งสมที่ได้กระทำมาแล้วในอดีต จึงมาได้รับผลเป็นอเหตุกุกศลวิบากจิต อันเป็นผลที่ดี ๘ ดวง

จิตที่เป็นผลของอกุศลกรรม เรียก อกุศลวิบากจิต เท่านั้น แต่จิตที่เป็นผลของกุศลกรรมเรียก อเหตุกกุศลวิบากจิต ที่แตกต่างกันเพราะอกุศลวิบากจิตมีแต่ในประเภทอเหตุกจิต ซึ่งเป็นจิตที่ไม่มีสัมปยุตตแห่งเดียวเท่านั้น อกุศลวิบากจิตที่มีสัมปยุตตนั้นไม่มีเลย
ซึ่งผิดกับกุศลวิบากเหตุ เพราะกุศลวิบากจิตที่เป็นอเหตุก คือเป็นจิตไม่มีสัมปยุตตเหตุ เช่นที่กำลังกล่าวถึงอยู่ในขณะนี้ก็มี และกุศลวิบากจิตที่มีสัมปยุตตเหตุ ซึ่งเรียกว่า สเหตุจิตดังจะกล่าวต่อไปข้างหน้านี้ก็มีอีก ดังนั้นจึงต้องเติมอเหตุกไว้ด้วย เพื่อจะได้ทราบโดยแจ้งชัดว่าเป็นกุศลวิบากที่ประกอบด้วยเหตุหรือหาไม่

อเหตุกกริยาจิต เป็นจิตไม่ใช่ผลของบาปอกุศลหรือบุญกุศลแต่อย่างใด ทั้งไม่ใช่เป็นจิตที่เป็นตัวกุศลหรืออกุศลด้วย เป็นจิตที่สักแต่ว่ากระทำไปตามหน้าที่การงานของตนเท่านั้นเอง จึงไม่สามารถจะก่อให้เกิดผลบุญหรือบาปต่อไปด้วย
อเหตุกกริยาจิต เป็นจิตที่ไม่ประกอบด้วยเหตุ ๖ อย่างใดอย่างหนึ่ง ฯ แท้จริงเมื่อกล่าวถึงกิริยาจิต  ย่อมมีทั้งที่ไม่ประกอบด้วยเหตุ และที่ประกอบด้วยเหตุ ที่เรียกว่า สเหตุกจิต ซึ่งจะกล่าวต่อไปข้างหน้าอีกด้วย ดังนั้นจึงต้องเรียกให้ชัดเจนเพื่อจะได้ไม่ปะปนกัน ทำนองเดียวกับกุศลวิบากจิต และอกุศลวิบากจิต

อกุศลวิบากจิต เป็นจิตที่เป็นผลของบาปอกุศล ซึ่งมีจำนวน ๗ ดวงนั้น ได้แก่

๑. อุเปกฺขาสหคตํ อกุสลวิปากํ จกฺขุวิญฺญาณํ
จิตเกิดพร้อมด้วยความเฉยๆ เป็นผลของอกุศล เห็นรูปที่ไม่ดี

๒. อุเปกขาสหคตํ อกุสลวิปากํ โสตวิญฺญาณํ
จิตเกิดพร้อมด้วยความเฉยๆ เป็นผลของอกุศล ได้ยินเสียงที่ไม่ดี

๓. อุเปกขาสหคตํ อกุสลวิปากํ ฆานวิญฺญาณํ
จิตเกิดพร้อมด้วยความเฉยๆ เป็นผลของอกุศล ได้กลิ่นที่ไม่ดี

๔. อุเปกขาสหคตํ อกุสลวิปากํ ชิวฺหาวิญฺญาณํ
จิตเกิดพร้อมด้วยความเฉยๆ เป็นผลของอกุศล ได้รสที่ไม่ดี

๕. ทุกฺขสหคตํ อกุสลวิปากํ กายวิญฺญาณํ
จิตเกิดพร้อมด้วยทุกขเวทนา เป็นผลของอกุศล กายถูกต้องสิ่งที่ไม่ดี

๖. อุเปกขาสหคตํ อกุสลวิปากํ สมฺปฏิจฺฉนจิตฺตํ
จิตเกิดพร้อมด้วยความเฉยๆ เป็นผลของอกุศล รับอารมณ์ทั้ง ๕ ที่ไม่ดี

๗. อุเปกขาสหคตํ อกุสลวิปากํ สนฺตีรณจิตฺตํ
จิตเกิดพร้อมด้วยความเฉยๆ เป็นผลของอกุศล พิจารณาอารมณ์ทั้ง ๕ ที่ไม่ดี

อกุศลวิบากจิต ๗ ดวง นี้ มีสิ่งที่ควรทำความเข้าใจในชั้นต้นนี้บางประการ คือ

จักขุวิญญาณ จิตรู้ทางนัยน์ตา คือเห็น
โสตวิญญาณ จิตรู้ทางหู คือได้ยิน
ฆานวิญญาณ จิตรู้ทางจมูก คือได้กลิ่น
ชิวหาวิญญาณ จิตรู้ทางลิ้น คือรู้รส

ทั้ง ๔ นี้เกิดพร้อมกับอุเบกขาเวทนา คือ ความเฉยๆ อย่างเดียว เฉยเพราะไม่รู้สึกเป็นทุกข์หรือเป็นสุข เพราะจิตเหล่านี้เกิดขึ้นโดยอาศัยการกระทบกันระหว่างอุปาทยรูปกับอุปายทายรูป เปรียบเหมือนสำลีกระทบสำลีมีกำลังน้อย จึงไม่ก่อเกิดเป็นทุกข์เป็นสุขหรือเสียใจ ดีใจแต่อย่างใดเลย
ส่วนกายวิญญาณ จิตรู้การสัมผัสถูกต้องทางกายนั้นสำหรับฝ่ายอกุศลวิบากที่กำลังกล่าวถึงขณะนี้ เกิดพร้อมกับทุกขเวทนา เพราะกายวิญญาณนี้เกิดขึ้นโดยอาศัยการกระทบกันระหว่างมหาภูตรูป ( คือความแข็งความร้อน ) กับอุปาทายรูป ( คือกายปสาท ) เปรียบเหมือนเอาค้อนตีสำลีที่วางอยู่บนทั่ง ย่อมมีกำลังแรง จึงก่อให้เกิดทุกข์

อเหตุกกุศลวิบากจิต
อเหตุกกุศลวิบากจิต เป็นจิตที่เป็นผลของบุญกุศล ซึ่งมีจำนวน ๘ ดวงนั้น ได้แก่

๑. อุเปกฺขาสหคตํ กุสลวิปากํ จกฺขุวิญฺญาณํ
จิตเกิดพร้อมด้วยความเฉยๆ เป็นผลของกุศล เห็นรูปที่ดี

๒. อุเปกฺขาสหคตํ กุสลวิปากํ โสตวิญฺญาณํ
จิตเกิดพร้อมด้วยความเฉยๆ เป็นผลของกุศล ได้ยินเสียงที่ดี

๓. อุเปกฺขาสหคตํ กุสลวิปากํ ฆานวิญฺญาณํ
จิตเกิดพร้อมด้วยความเฉยๆ เป็นผลของกุศล ได้กลิ่นที่ดี

๔. อุเปกฺขาสหคตํ กุสลวิปากํ ชิวฺหาวิญฺญาณํ
จิตเกิดพร้อมด้วยความเฉยๆ เป็นผลของกุศล ได้รสที่ดี

๕. สุขสหคตํ กุสลวิปากํ กายวิญฺญาณํ
จิตเกิดพร้อมด้วยสุขเวทนา เป็นผลของกุศล กายได้สัมผัสถูกต้องสิ่งที่ดี

๖. อุเปกฺขาสหคตํ กุสลวิปากํ สมฺปฏิจฺฉนจิตฺตํ
จิตเกิดพร้อมด้วยความเฉยๆ เป็นผลของกุศล รับอารมณ์ทั้ง ๕ ที่ดี

๗. อุเปกฺขาสหคตํ กุสลวิปากํ สนฺตีรณจิตฺตํ
จิตเกิดพร้อมด้วยความเฉยๆ เป็นผลของกุศล พิจารณาอารมณ์ทั้ง ๕ ที่ดี

๘. โสมนสฺสสหคตํ กุสลวิปากํ สนฺตีรณจิตฺตํ
จิตเกิดพร้อมด้วยโสมนัสเวทนา เป็นผลของกุศล พิจารณาอารมณ์ทั้ง ๕ ที่ดียิ่ง

อเหตุกกุศลวิบากจิต ๘ ดวงนี้ ก็มีนัยทำนองเดียวกับอกุศลวิบากจิต ๗ ดวงที่กล่าวแล้วนั้น แต่ว่าจิตจำพวกนี้เป็นผลของฝ่ายดีฝ่ายบุญกุศลเท่านั้นเอง
อนึ่ง อเหตุกกุศลวิบากจิต มีมากกว่า อกุศลวิบากจิต ๑ ดวง คือ โสมนัสสันตีรณจิตซึ่งทางฝ่ายอกุศลวิบากจิตไม่มีโทมนัสสันตีรณจิตเป็นคู่กันเหมือน ๗ คู่ข้างต้นนั้น ทั้งนี้ก็เป็นดังที่กล่าวมาแล้วตอนอกุศลจิตว่า โทมนัสเวทนานี้เกิดได้กับโทสจิตโดยเฉพาะเท่านั้น จะเกิดกับจิตอื่นใดอีกไม่ได้เลย ถ้าเมื่อใดถึงกับโทมนัสแล้ว ก็เป็นโทสจิตเมื่อนั้น และเมื่อเป็นโทสจิตแล้วก็ไม่ใช่อเหตุกจิต เพราะโทสจิตเป็นสเหตุกจิต คือเป็นจิตที่มีเหตุ และมีถึง ๒ เหตุ คือ มีโทสเหตุเป็นเหตุนำ มีโมหเหตุเป็นเหตุหนุน ด้วยเหตุผลนี้จึงไม่มีโทมนัสสันตีรณจิตในอกุศลวิบากจิต

อเหตุกกิริยาจิต
อเหตุกกิริยาจิต เป็นจิตที่สักแต่ว่ากระทำ ไม่ประกอบด้วยเหตุ ๖ เป็นจิตที่ไม่เป็นบุญไม่เป็นบาป และไม่ใช่ผลของบุญหรือผลของบาปด้วยมีจำนวน ๓ ดวง ได้แก่

๑. อุเปกฺขาสหคตํ ปญฺจทฺวาราวชฺชนจิตฺตํ
จิตที่เกิดพร้อมด้วยความเฉยๆ พิจารณาอารมณ์ทางทวารทั้ง ๕
มีความหมายว่า เป็นจิตที่พิจารณาอารมณ์ที่มากระทบนั้นว่าเป็นอารมณ์ทางทวารไหน จะได้เป็นปัจจัยให้สัญญาณแก่วิญญาณจิตทางทวารนั้นรับอารมณ์ อุปมาเหมือนนายทวารที่รักษาประตูพระราชวัง คอยเปิดให้เข้าตามฐานะของบุคคลนั้นๆ

๒. อุเปกฺขาสหคตํ มโนทฺวาราวชฺชนจิตฺตํ
จิตที่เกิดพร้อมด้วยความเฉยๆ พิจารณาอารมณ์ทางมโนทวาร
มีความหมายว่า จิตนี้ทำหน้าที่ตัดสินอารมณ์ทั้ง ๕ ทางทวาร ๕ และมีหน้าที่พิจารณาอารมณ์ทั้ง ๖ ที่เกิดทางมโนทวารคือทางใจนึกคิดโดยตรงด้วย

๓. โสมนสฺสสหคตํ หสิตุปฺปาทจิตฺตํ
จิตที่ยิ้มแย้มของพระอรหันต์ เกิดพร้อมด้วยความโสมนัส
มีความหมายว่า จิตดวงนี้เป็นจิตยิ้มแย้มของพระอรหันต์ทั้งหลายโดยเฉพาะ บุคลลอื่นที่มิใช่พระอรหันต์ ไม่ได้ยิ้มแย้มด้วยจิตดวงนี้ แต่ยิ้มและหัวเราะด้วยจิตดวงอื่น ซึ่งจะขอกล่าวถึงต่อเมื่อได้แสดงกามจิตครบจำนวนหมดทั้ง ๕๔ ดวงแล้ว

หสิตุปปาทจิต นี้บางแห่งก็เรียกว่า หสนจิต

สังขารเภทแห่งอเหตุกจิต
ในอเหตุกจิตทั้ง ๑๘ ดวงนี้ หาได้บ่งบอกหรือระบุไว้ว่าเป็นอสังขาริกหรือ สสังขาริกแต่อย่างใดไม่ จึงมีวาทะที่เกี่ยวกับสังขารเภทแห่งอเหตุกจิตนี้รวมได้เป็น ๓ นัยคือ
ก. ในมูลฎีกา และในวิภาวนีฎีกา กล่าวว่าเป็นสังขารวิมุตติทั้ง ๑๘ ดวง ทั้งนี้เพราะบาลีไม่ได้ระบุไว้เลยว่าเป็นอสังขาริก หรือสสังขาริก เมื่อไม่ได้แสดงไว้เลยเช่นนี้แล้ว ก็ต้องถือว่าเป็นสังขารวิมุตติ พ้นจากความเป็นอสังขาริก หรือ สสังขาริก
ข. ในปรมัตถทีปนีฎีกา กล่าวว่าเป็นสังขารได้ทั้ง ๒ อย่าง ทั้ง ๑๘ ดวง เช่นในเวลาที่จะตาย อาจจะมีผู้หนึ่งผู้ใดชักจูงแนะนำให้ดูพระพุทธรูปเป็นต้นก็ได้
ค. ส่วนโบราณจารย์กล่าวว่า เป็นอสังขาริกทั้ง ๑๘ ดวง เพราะเห็นเองได้ยินเอง
เท่าที่ได้ศึกษามา ได้สงเคราะห์อเหตุกจิตทั้ง ๑๘ ดวงนี้ว่าเป็น อสังขาริกเห็นจะเป็นด้วยเหตุว่า เมื่อมีอุปัตติเหตุแล้ว อเหตุกจิตนี้ย่อมเกิดขึ้นเอง แม้จะมีผู้ใดชักจูงแนะนำชี้ชวนให้ดู แต่ถ้าอุปัตติเหตุมีไม่ครบองค์ก็หาเห็นไม่

อุปัตติเหตุแห่งอเหตุกจิต มีดังต่อไปนี้

อุปปัตติเหตุแห่งอเหตุกจิต
อเหตุกจิต เป็นจิตที่ไม่มีเหตุ ๖ คือ โลภเหตุ โทสเหตุ โมหเหตุ อโลภเหตุ อโทสเหตุ และอโมหเหตุ ประกอบด้วยเลย แต่ว่า อเหตุกจิตเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต้องมีเหตุ เหตุที่ให้เกิดขึ้นนี้มีชื่อว่า อุปัตติเหตุ ที่เราเรียกกันว่า อุบัติเหตุ ไม่ใช่เหตุ ๖ แต่เป็นเหตุให้เกิด อุบัติเหตุนั้นมีดังนี้

อุปปัตติเหตุให้เกิด จักขุวิญญาณจิต
๑. จักขุปสาท มีประสาทตาดี มีนัยน์ตาดี
๒. รูปารมณ์ มีรูป คือสีต่างๆ
๓. อาโลกะ มีแสงสว่าง
๔. มนสิการ มีความสนใจ ( ปัญจทวารวัชชนะ )
อุปปัตติเหตุให้เกิด โสตวิญญาณจิต
๑ โสตปสาท มีประสาทหูดี
๒. สัททารมณ์ มีเสียง
๓. วิวรากาส มีช่องว่างของหู ( มีอากาศ )
๔. มนสิการ มีความสนใจ ( ปัญจทวาราวัชชนะ )
อุปปัตติเหตุให้เกิด ฆานวิญญาณจิต
๑. ฆานปสาท มีประสาทจมูกดี
๒. คันธารมณ์ มีกลิ่น
๓. วาโยธาตุ มีธาตุลม
๔. มนสิการ มีความสนใจ ( ปัญจทวาราวัชชนะ )
อุปปัตติเหตุให้เกิด ชิวหาวิญญาณจิต
๑. ชิวหาปสาท มีประสาทลิ้นดี
๒. รสารมณ์ มีรส
๓. อาโปธาตุ มีธาตุน้ำ
๔. มนสิการ มีความสนใจ ( ปัญจทวารวัชชนะ )
อุปปัตติเหตุให้เกิด กายวิญญาณจิต
๑. กายปสาท มีประสาทกายดี
๒. โผฏฐัพพารมณ์ มีแข็ง อ่อน ร้อน เย็น หย่อน ตึง
๓. ถัทธปฐวี มีปฐวีธาตุที่มีลักษณะแข็ง
๔. มนสิการ มีความสนใจ ( ปัญจทวาราวัชชนะ )
๑. อุเปกฺขาสหคตํ อกุศลวิปากํ จกฺขุวิญฺญาณํ
จิตเกิดพร้อมด้วยความเฉยๆ เป็นผลของอกุศล เห็นรูปที่ไม่ดี

๒. อุเปกฺขาสหคตํ กุสลวิปากํ จกฺขุวิญฺญาณํ
จิตเกิดพร้อมด้วยความเฉยๆ เป็นผลของกุศล เห็นรูปที่ดี

๓. อุเปกขาสหคตํ อกุศลวิปากํ โสตวิญฺญาณํ
จิตเกิดพร้อมด้วยความเฉยๆ เป็นผลของอกุศล ได้ยินเสียงที่ไม่ดี

๔. อุเปกฺขาสหคตํ กุสลวิปากํ โสตวิญฺญาณํ
จิตเกิดพร้อมด้วยความเฉยๆ เป็นผลของกุศล ได้ยินเสียงที่ดี

๕. อุเปกขาสหคตํ อกุศลวิปากํ ฆานวิญฺญาณํ
จิตเกิดพร้อมด้วยความเฉยๆ เป็นผลของอกุศล ได้กลิ่นที่ไม่ดี

๖. อุเปกฺขาสหคตํ กุสลวิปากํ ฆานวิญฺญาณํ
จิตเกิดพร้อมด้วยความเฉยๆ เป็นผลของกุศล ได้กลิ่นที่ดี

๗. อุเปกขาสหคตํ อกุศลวิปากํ ชิวฺหาวิญฺญาณํ
จิตเกิดพร้อมด้วยความเฉยๆ เป็นผลของอกุศล ได้รสที่ไม่ดี

๘. อุเปกฺขาสหคตํ กุสลวิปากํ ชิวฺหาวิญฺญาณํ
จิตเกิดพร้อมด้วยความเฉยๆ เป็นผลของกุศล ได้รสที่ดี

๙. ทุกฺขสหคตํ อกุศลวิปากํ กายวิญฺญาณํ
จิตเกิดพร้อมด้วยทุกขเวทนา เป็นผลของอกุศล กายถูกต้องสิ่งที่ไม่ดี

๑๐. สุขสหคตํ กุสลวิปากํ กายวิญฺญาณํ
จิตเกิดพร้อมด้วยสุขเวทนา เป็นผลของกุศล กายได้สัมผัสถูกต้องสิ่งที่ดี )

จักขุวิญญาณจิต ๒ ดวง โสตวิญญาณจิต ๒ ดวง ฆานวิญญาณจิต ๒ ดวง ชิวหาวิญญาณจิต ๒ ดวง และกายวิญญาณจิต ๒ ดวง รวมจิต ๑๐ ดวงนี้เรียกว่า ทวิปัญจวิญญาณ

อุปัตติเหตุให้เกิด มโนธาตุ
๑. ปัญจทวาร ได้แก่ทวารทั้ง ๕ คือ ตา หู จมูก ลิ้น และกาย
๒. ปัญจารมณ์ ได้แก่อารมณ์ทั้ง ๕ คือ รูป เสียง กลิ่น รส และ โผฏฐัพพะ
๓. หทยวัตถุ ได้แก่ หทยวัตถุรูป อันเป็นที่อาศัยเกิดแห่งจิตและเจตสิก
๔. มนสิการ มีความสนใจ
มโนธาตุ หมายถึงจิต ๓ ดวง อันได้แก่ ปัญจทวาราวัชชนจิต ๑ ดวง และ สัมปฏิจฉนจิต ๒ ดวง

อุปปัติเหตุให้เกิด มโนวิญญาณธาตุ
๑. มโนทวาร ได้แก่ ภวังคจิต ๑๙ ดวง
๒. อารมณ์ ๖ ได้แก่ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และ ธัมมารมณ์
๓. หทยวัตถุ ได้แก่ หทยวัตถุ หรือไม่มีหทยวัตถุรูปก็ได้
๔. มนสิการ มีความสนใจ
มโนวิญญาณธาตุ กล่าวเฉพาะในอเหตุกจิตนี้ ก็หมายถึงจิต ๕ ดวง อันได้แก่ สันตีรณจิต ๓ ดวง มโนทวาราวัชชนจิต ๑ ดวง และ หสิตุปปาทจิต ๑ ดวง
อนึ่ง เพื่อกันความสงสัย จิตทั้งหมดมี ๘๙ หรือ ๑๒๑ ดวงนั้น เมื่อหักทวิปัญจวิญญาณ ๑๐ และ มโนธาตุ ๓ รวม ๑๓ ดวงออกแล้ว จะเหลือ ๗๖ ดวง หรือ ๑๐๘ ดวง จิตที่เหลือทั้งหมดนี้เรียกว่า มโนวิญญาณธาตุทั้งนั้น

อุบัติเหตุ คือเหตุให้เกิดจิตต่างๆ ที่กล่าวมานี้ แต่ละจิตก็ต้องมีอุบัติเหตุครบทั้ง ๔ อย่าง จิตนั้นๆ จึงจะเกิดขึ้นได้ ถ้าขาดไปอย่างใดแม้แต่สักอย่างเดียว จิตนั้นๆ ก็จะเกิดไม่ได้เลย
ในอัฏฐสาลินีอรรถกถา และในวิสุทธิมัคค ได้อุปมาวิญญาณทั้ง ๖ ไว้ว่า
ตา เหมือนงู ชองซอกซอนไปในที่ลี้ลับ นัยน์ตาก็ชอบสอดส่ายอยากเห็นสิ่งที่ปกปิด
หู เหมือนจระเข้ ชอบวังน้ำวนที่เย็นๆ หูก็ชองฟังถ้อยคำที่อ่อนหวาน
จมูก เหมือนนก ชอบโบยบินไปในอากาศ จมูกชอบสูดชอบดมกลิ่นที่ลอยลมโชยมา
ลิ้น เหมือนสุนัข ชอบน้ำลายไหลเสมอ ลิ้นก็อยากลิ้มรสอยู่ทุกเมื่อ
กาย เหมือนสุนัขจิ้งจอก ชอบอบอุ่น
ใจ เหมือนลิง ชอบอยู่มาสุข ซุกซนอยู่เรื่อย
ทวารของอเหตุกจิต
จักขุวิญญาณ ๒ ดวง อาศัยเกิดทาง จักขุทวาร
โสตวิญญาณ ๒ ดวง อาศัยเกิดทาง โสตทวาร
ฆานวิญญาณ ๒ ดวง อาศัยเกิดทาง ฆานทวาร
ชิวหาวิญญาณ ๒ ดวง อาศัยเกิดทาง ชิวหาทวาร
กายวิญญาณ ๒ ดวง อาศัยเกิดทาง กายทวาร
ปัญจทวาราวัชชนจิต ๑ ดวง สัมปฏิจฉนจิต ๒ ดวง รวมจิต ๓ ดวงนี้อาศัยเกิดทางปัญจทวาร คือ ทางทวาร ๕ ได้แก่ จักขุทวาร โสตทวาร ฆานทวาร ชิวหาทวาร และกายทวาร
มโนทวาราวัชชนจิต ๑ ดวง สันตีรณจิต ๓ ดวง และ หสิตุปาทจิต ๑ ดวง รวม ๕ ดวงนี้ อาศัยเกิดทางทวาร ๖ คือ จักขุทวาร โสตทวาร ฆานทวาร ชิวหาทวาร กายทวาร และมโนทวาร

วัตถุของอเหตุกจิต
จักขุวิญญาณ ๒ ดวง อาศัยเกิดที่ จักขุวัตถุ
โสตวิญญาณ ๒ ดวง อาศัยเกิดที่ โสตวัตถุ
ฆานวิญญาณ ๒ ดวง อาศัยเกิดที่ ฆานวัตถุ
ชิวหาวิญญาณ ๒ ดวง อาศัยเกิดที่ ชิวหาวัตถุ
กายวิญญาณ ๒ ดวง อาศัยเกิดที่ กายวัตถุ
จิตที่เหลืออีก ๘ ดวง ได้แก่ สัมปฏิจฉนจิต ๒ ดวง สันตีรณจิต ๓ ดวง อเหตุกกิริยาจิต ๓ ดวง นั้น อาศัย หทยวัตถุเกิด

อารมณ์ของอเหตุกจิต
จักขุวิญญาณ ๒ ดวง รู้อารมณ์คือ รูปารมณ์ รูปต่างๆ
โสตวิญญาณ ๒ ดวง รู้อารมณ์คือ สัททารมณ์ เสียงต่างๆ
ฆานวิญญาณ ๒ ดวง รู้อารมณ์คือ คันธารมณ์ กลิ่นต่างๆ
ชิวหาวิญญาณ ๒ ดวง รู้อารมณ์คือ รสารมณ์ รสต่างๆ
กายวิญญาณ ๒ ดวง รู้อารมณ์คือ โผฏฐัพพารมณ์ แข็ง อ่อน ร้อน เย็น
ปัญจทวาราวัชชนจิต ๑ ดวง สัมปฏิจฉนจิต ๒ ดวง รวม ๓ ดวงนี้ รู้ปัญจารมณ์ คือ รู้อารมณ์ ๕ อันได้แก่ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ
มโนทวาราวัชชนจิต ๑ ดวง สันตีรณจิต ๓ ดวง และหสิตุปาท ๑ ดวง รวมจิต ๕ ดวงนี้ รู้อารมณ์ ๖ คือ รู้ปัญจารมณ์ และธัมมารมณ์ ธรรมต่างๆ

แสดงอเหตุกจิต ๑๘ โดยวิถีจิต

๑. อตีตภวังค
๒. ภวังคจลนะ
๓. ภวังคุปัจเฉทะ

ภวังคเก่า
ภวังคไหว
ภวังคขาด
รวม ๓ ดวงนี้ เป็นภวังคจิตและเป็นวิบาก

๔.ปัญจทวาราวัชชนะ
เป็นปัญจทวาราวัชชนจิต ๑ ดวง พิจารณาอารมณ์ที่มากระทบ

๕. ปัญจวิญญาณ
เป็นทวิปัญจวิญญาณ ๑๐ ดวง ดวงใดดวงหนึ่งตามควร
แก่การรับรู้อารมณ์ที่มากระทบนั้น

๖. สัมปฏิจฉนะ
เป็นสัมปฏิจฉนจิต ๒ ดวง ดวงใดดวงหนึ่งรับ
อารมณ์ที่ปัญจวิญญาณรู้แล้วนั้น ตกทอดให้แก่สันตีรณะ

๗. สันตีรณะ
เป็นสันตีรณะจิต ๓ ดวง ดวงใดดวงหนึ่งไต่สวน
อารมณ์ว่าชั่วหรือด

๘. โวฏฐัพพนะ
เป็นมโนทวาราวัชชนจิต ๑ ดวง ทำหน้าที่ตัดสิน
อารมณ์และกำหนดให้เป็น อกุศล กุศล หรือกิริยา

๙. ชวนะ
๑๐. ชวนะ
๑๑. ชวนะ
๑๒. ชวนะ
๑๓. ชวนะ
๑๔. ชวนะ
๑๕. ชวนะ

จิตที่เสพอารมณ์ คือ สำเร็จกิจเป็นอกุศล กุศล หรือ
กิริยา กล่าวโดยเฉพาะในอเหุตกจิตนี้ ชวนะ ก็ได้แก่
หสิตุปปาทจิต ๑ ดวง เป็นผู้เสพอารมณ์ให้สำเร็จกิจ
เป็นกิริยา

๑๖. ตทาลัมพณะ
๑๗. ตทาลัมพณะ
เป็นสันตีรณจิต ๓ ดวง ดวงใดดวงหนึ่ง
รับรู้อารมณ์ที่เหลือจากชวนะ

ครบ ๑๗ แล้ว จิตก็เป็นภวังค ต่อไปใหม่อีก

วิถีจิตนี้มีแสดงโดยละเอียดในปริจเฉทที่ ๔ ในที่นี้ยกมากล่าวโดยย่อพอให้รู้เค้า เพื่อจะได้เข้าใจ อเหตุกจิต ดีขึ้นอีกบ้าง

จำแนกอเหตุกจิตโดยประเภทต่างๆ มีชาติเภทเป็นต้น

๑. ชาติเภท โดยประเภทแห่งชาติ อเหตุกจิตมี ๒ ชาติ คือ อกุศลวิบากจิต ๗ ดวง อเหตุกกุศลวิบากจิต ๘ ดวง รวมจิต ๑๕ ดวงนี้ เป็นชาติวิบาก อเหตุกกิริยาจิต ๓ ดวง เป็นชาติกิริยา
๒. ภูมิเภท โดยประเภทแห่งภูมิ อเหตุกจิตเป็นกามาวจรภูมิอย่างเดียวทั้ง ๑๘ ดวง
๓. เวทนาเภท โดยประเภทแห่งเวทนา อเหตุกจิต ๑๘ ดวง มีเวทนาถึง ๔ อย่างคือ
– สุขเวทนา ได้แก่สุขกาย ๑ ดวง คือ สุขสหคตํ กุสลวิปากํ กายวิญญาณํ
– ทุกขเวทนา ได้แก่ทุกข์กาย ๑ ดวง คือ ทุกฺขสหคตํ อกุสลวิปากํ กายวิญญาณํ
– โสมนัสเวทนา ได้แก่ โสมนัสสันตีรณจิต ๑ ดวง ( คือ โสมนัสสหคตํ กุสลวิปากํ สนฺตีรณจิตฺตํ ) และ หสิตุปปาทจิต ๑ ดวง รวม ๒ ดวง
– อุเบกขาเวทนา ได้แก่จิตที่เหลืออีก ๑๔ ดวง คือ ทวิปัญจวิญญาณ ๘ ( เว้นกายวิญญาณ ๒ ), สัมปฏิจฉนจิต ๒, อุเบกขาสันตีรณจิต ๒, ปัญจทวาราวัชชนจิต ๑ และมโนทวาราวัชชจิต ๑
๔. เหตุเภท โดยประเภทแห่งเหตุ อเหตุกจิตนี้เป็นจิตที่ไม่มีสัมปยุตตเหตุ นั้น ๑๘ ดวงจึงได้ชื่อว่า อเหตุกจิต
๕. สังขารเภท โดยประเภทแห่งสังขาร อเหตุกจิตสงเคราะห์ว่าเป็นอสังขาริก ทั้ง ๑๘ ดวง
๖. สัมปยุตตเภท โดยประเภทแห่งสัมปยุตต อเหตุกจิตเป็นวิปปยุตตทั้ง ๑๘ ดวงเพราะไม่มี ทิฏฐิ ปฏิฆะ วิจิกิจฉา อุทธัจจะ หรือญาณมาสัมปยุตตด้วยเลย
๗. โสภณเภท โดยประเภทแห่งโสภณะ อเหตุกจิตเป็นอโสภณะทั้ง ๑๘ ดวง เพราะอเหตุกจิตไม่มีโสภณเจตสิกประกอบด้วยเลย
๘. โลกเภท โดยประเภทแห่งโลก อเหตุกจิตเป็นโลกียะ ทั้ง ๑๘ ดวง
๙. ฌานเภท โดยประเภทแห่งฌาน อเหตุกจิตเป็นอฌานทั้ง ๑๘ ดวง