เกวัฏฏสูตร ว่าด้วยคหบดีบุตร ชื่อเกวัฏฏะทูลขอให้แสดงอิทธิปาฏิหาริย์

ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคประทับ ณ ป่ามะม่วงของปาวาริกเศรษฐี ใกล้เมืองนาฬันทา ท่านเกวัฏฏะได้กราบทูลขอให้ทรงชวนภิกษุผู้แสดงอิทธิปาฏิหาริย์ได้ให้แสดง ก็จะมีคนเลื่อมใสในพระผู้มีพระภาคยิ่งขึ้น
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า พระองค์มิได้แสดงธรรมว่า ภิกษุทั้งหลาย ท่านจงแสดงอิทธิปาฏิหาริย์แก่คฤห้สถ์ผู้นุ่งห่มขาว
แม้ครั้งที่สอง ครั้งที่สาม ท่านเกวัฏฏะ ก็ยังคงยืนยันจะให้ทรงชวนภิกษุผู้แสดงอิทธิปาฏิหาริย์ได้ให้แสดง ก็จะมีคนเลื่อมใสในพระผู้มีพระภาคยิ่งขึ้น
พระผู้มีพระภาคทรงชี้แจงว่า ปาฏิหาริย์ที่ทรงทำให้แจ้ง ด้วยความรู้ยิ่งโดยพระองค์เอง และประกาศแล้ว มี 3 อย่าง คือ

1.อิทธิปาฏิหาริย์(การแสดงฤทธิ์ต่างๆได้อย่างน่าอัศจรรย์)
2.อาเทสนาปาฏิหาริย์(การดักรู้ใจผู้อื่นได้อย่างน่าอัศจรรย์)
3.อนุสาสนีปาฏิหาริย์(การพร่ำสอนที่มีผลอย่างน่าอัศจรรย์)

แล้วทรงอธิบายวิธีแสดงฤทธิ์ต่างๆ การดักรู้ใจผู้อื่นว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร และสรุปในที่สุดว่า คนที่ไม่เข้าใจก็ย่อมไม่มีความเชื่อเลื่อมใสก็อาจกล่าวหาว่า ภิกษุที่แสดงฤทธิ์ต่างๆได้นั้น เพราะอาศัยคันธารวิชา(พระนิสสยาจารย์กล่าวว่าเป็นศาตร์อำพรางด้วยการทำให้งวยงง) ส่วนการแสดงการดักรู้ใจผู้อื่นได้ก็จะกล่าวหาภิกษุว่าเพราะอาศัยมณิกาวิชา(พระนิสสยาจารย์กล่าวว่าเป็นศาตร์ลับลวงพรางทำให้เผลอรู้ไม่ทัน) ผู้เชื่อก็หลงมัวเมาในความน่าอัศจรรย์ ผู้มีอคติก็จะเหยียดหยามเย้ยหยัน: การแสดงความน่าอัศจรรย์ทั้งสองอย่างจึงหาเป็นประโยชน์ต่อการล่วงพ้นไปจากวัฏฏทุกข์ได้เลย

จากนั้น ทรงแสดงอนุสาสนีปาฏิหาริย์ คือ ทรงแสดงผลของศีล 3 ระดับ ผลของฌาน 4 และผลของวิชชา 8 (ดังรายละเอียดในพรหมชาลสูตรและสามัญญผลสูตร)

ในตอนท้ายเพื่อทรงแสดงให้เห็นว่า อนุสาสนีปาฏิหาริย์ มีผลน่าอัศจรรย์ คือ หลุดพ้นจากวัฏฏทุกข์ เพราะรู้แจ้งสังขารโลกได้ จึงทรงเล่าถึงภิกษุรูปหนึ่งข้องใจในปัญหาที่ว่า มหาภูตรูป 4 คือ ปฐวีธาตุ(ธาตุดิน) อาโปธาตุ(ธาตุน้ำ) วาโยธาตุ(ธาตุลม) เตโชธาตุ(ธาตุไฟ) จะดับโดยไม่เหลือในที่ไหน ภิกษุรูปนั้นจึงเข้าฌานสมาบัติเที่ยวตระเวนถามเทวดาต่างๆ จนกระทั้งถึงท้าวมหาพรหมก็ตอบไม่ได้ ในที่สุดท้าวมหาพรหมก็แนะนำให้กลับมาทูลถามพระพุทธเจ้า ซึ่งตรัสสอนเป็นใจความรวบยอดว่า ดับวิญญาณเสียได้เมื่อใด ธาตุ 4 เป็นต้น ก็ย่อมดับไม่มีเหลือเมื่อนั้น เป็นการแสดงว่า ความน่าอัศจรรย์ มีการแสดงฤทธิ์ต่างๆได้ มีการดักรู้ใจผู้อื่นได้ หาเป็นเลิศประเสริฐเท่าความน่าอัศจรรย์ที่เป็นการพร่ำสอนอันมีผลให้หลุดพ้นจากวัฏฏทุกข์ได้แล.