เรื่องการเข้าจำอุโบสถ (ตามหลักขอพุทธศาสนา)

“อุโบสถ” หมายถึงการเข้าจำ ณ สถานที่ใดที่หนึ่ง สิ้นวันหนึ่ง-คืนหนึ่ง เพื่อทำกิจของคฤหัสถ์ที่เรียกว่า “พรหมจารี” คือการประพฤติที่ประเสริฐ (การประพฤติเยี่่ยงพรหม)

อุโบสถศีล ๘ ประการ

๑. ปาณาติปาตา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ : เว้นจากการฆ่าสัตว์
๒. อทินฺนา ทานา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ : เว้นจากการขโมยสิ่งของที่คนอื่นไม่ได้ให้
๓. อพฺรหฺมจริยา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ : เว้นจากการประพฤติผิดพรหมจรรย์​ เว้นจากเรื่องที่ทำให้จิตเศร้าหมอง
๔. มุสาวาทา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ : เว้นจากการพูดโกหก ไม่พูดหยาบคาย ส่อเสียด เพ้อเจ้อ ซึ่งเป็นสัมมาวาจา
๕. สุราเมรยมชฺชปมาทฏฺฐานา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ : เว้นจากการกินเหล้า ที่เป็นที่ตั้งของความไม่ระมัดระวัง
๖. วิกาลโภชนา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ : เว้นจากการกินในยามวิกาล (หลังเที่ยงวันถึงรุ่งเช้าของวันใหม่)
๗. นจฺจคีตวาทิตวิสูกทสฺสนา มาลาคนฺธวิเลปนธารณมณฺฑนวิภูสนฏฺฐานา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ : เว้นจากการฟ้อนรำขับร้อง ประโคมดนตรี และประดับร่าง กายด้วยดอกไม้ของหอม เครื่องประดับ เครื่องทา เครื่องย้อม
๘. อุจฺจาสยนมหาสยนา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ : เว้นจากการนั่งนอนเหนือเตียงตั่ง ที่เท้าสูงเกิน ภายในมีนุ่นหรือสำลี

ความพิเศษของการถือศีลอุโบสถ โดยสังเขป

๑. โดยส่วนมาก ก็ยึดเอาวันขึ้น ๑๕ ค่ำ หรือวันแรม ๑๔ หรือ ๑๕ ค่ำ เป็นวันประพฤติ, (บางแห่งที่เคร่งครัด… แม้วันขึ้น-แรม ๘ ค่ำ ก็มีการประพฤติกัน)

๒. จุดสำคัญของการอยู่จำอุโบสถ ก็คือ การประพฤติของคฤหัสถ์ที่ยิ่งไปกว่าการถือศีล ๕ (เบญจศีล)

๓. มีข้อวัตร – ข้อปฏิบัติที่ยิ่งไปกว่าศีล ๕ ก็คือการ เว้นจากสิ่งที่เรียกว่า “กามคุณอารมณ์” เป็นสำคัญ กล่าวคือ
– ข้อ ๓ ของศีลอุโบสถ เว้นจากการประพฤติอันไม่ประเสริฐ (อพรหมจริยา เวรมณี) หรือเว้นจากการประพฤติในสิ่งที่พรหมเขาไม่ทำกัน นั่นคือ การประพฤติดุจเป็นอยู่ผู้เดียว (โสด) ไม่ประพฤติแบบอยู่เป็นคู่ อย่างสามี-ภรรยา
– พวกพรหม (ตามหลักพุทธฯ) จัดว่าเป็นผู้ละกามได้แล้ว โดยวิกขัมภณปหาณ เพราะฉะนั้น พรหม จึงไม่มีเพศ ไม่มีอวัยเพศ ไม่มีภาวรูป เพราะเป็นสิ่งที่เกื้อกูลแก่กามคุณ, พวกพรหม ไม่มี ฆานะ,ชิวหา,กาย ทั้งส่วนที่เป็นนาม- และเป็นรูป (คือไม่มีปสาทรูป- และฆานะ,ชิวหา,กายวิญญาณทางทวารทั้ง ๓ นั้น) เพราะอวัยวะทั้ง ๓ คือ ฆานะ,ชิวหา,กายะ เป็นอวัยะที่เกื้อกูลแก่กามคุณเป็นส่วนมาก.
– ศีลข้อ ๓ ของศีลห้า ของคฤหัสถ์ทั่วไป ไม่ห้ามการมีเพศสัมพันธ์กับภรรยาตน แต่ห้ามการมีเพศสัมพันธ์เชิงชู้สาวกับหญิง ๒๐ จำพวก // ส่วนศีลของอุโบสถ ข้อ “อพรหมจริยา” แม้ภรรยา-สามี ตนเอง ก็อยู่ร่วม-มีเพศสัมพันธ์ ไม่ได้
– เพราะความที่พวกพรหม ไม่มีเพศ, ไม่มี ฆานะ, ชิวหา, กายะ …. เพราะฉะนั้น ศีลของอุโบสถ จึงเลียนแบบภาวะและความเป็นไปของพวกพรหม ท่านจึงบัญญัติศีลให้เข้ากับการเป็นไปของพวกพรหม คือ
– ศีลข้อ ๓ เว้นการมีเพศสัมพันธ์โดยประการทั้งปวง (ทำตนดุจคนไม่มีเพศ เหมือนพรหมนั่นเอง)
– ศีลข้อที่ ๖ เว้นการทานอาหารในเวลาวิกาล, แม้ทานอาหารในกาลปกติ ก็มีการพิจารณา (ปัจเวกขณะ) ก็คือ การพยายามเว้นจากกามคุณที่จะผ่านมาทางชิวหาทวาร (ทางลิ้น) นั่นเอง
– ศีลข้อที่ ๗ เว้นจากการฟ้อนรำขับร้อง ประโคมดนตรี และประดับร่าง กายด้วยดอกไม้ของหอม เครื่องประดับ เครื่องทา เครื่องย้อม // ข้อนี้ ก็ชี้ให้เห็นชัดว่า “ไม่ต้องการให้หมกมุ่นกับกามคุณอารมณ์ ทางตา, ทางหู, ทางจมูก, และทางกาย (กายสัมผัส) ด้วย”
– ศีลข้อที่ ๘ เว้นจากการนั่งนอนเหนือเตียงตั่ง ที่เท้าสูงเกิน ภายในมีนุ่นหรือสำลี // ข้อนี้ ก็เว้นกามคุณทางกายสัมผัส (โผฏฐัพพารมณ์) เป็นหลักโดยตรง

๔. การประพฤติแบบอุโบสถศีลนี้ จัดเป็นข้อปฏบัติเบื้องต้นของพระอนาคามีเลยทีเดียว… // เพราะผู้ที่สำเร็จเป็นพระอนาคามี ถ้ายังถือเพศเป็นคฤหัสถ์อยู่ ก็จะประพฤติอย่างนี้…(แต่โดยส่วนมาก จะบวชเป็นภิกษุ)

==============

VeeZa

๑๑ พฤษภาคม ๒๕๖๒