ปัญหาธรรมะของเพื่อนสหธรรมิกท่านนี้ตั้งประเด็นไว้น่าสนใจมาก กระผมจึงขออนุญาตนำมาเสนอต่ออีกทีครับ

😳ในเมื่อสอนว่า
ตันหาคือโลภะ โลภะคือตันหา
สติไม่เกิดร่วมกับตันหา
แต่เหตุใด มหากุศลที่มีสติ ไม่มีตันหาเกิดร่วมจึงทำกรรมก่อภพให้ผลวิบากได้อย่างไร?
😳ใครจะอธิบายในแง่ปฏิจจสมุปบาทได้?
และในมหากุศลไม่มีอวิชชาเกิดร่วม รวมทั้งไม่มีตันหาเกิดร่วม
แต่เจตนาที่เกิดร่วมในมหากุศลทำไมจึงทำให้มีการทำกรรมก่อภพให้ผลวิบากได้อย่างไร?
😳ใครจะอธิบายในแง่ปฏิจจสมุปบาทได้?
🤪ถ้าอนุสัยนั้นเองที่ก่อให้เกิดผล อนุสัยมี7 แสดงว่าอนุสัยทั้ง7ย่อมมีผลตลอดเวลา แล้วจะแบ่งมหากุศล อกุศลต่างๆทำไม?

ขอตอบเป็นข้อ ๆ ตามลำดับดังนี้

ข้อที่1.เพราะยังละตัณหาเป็นสมุจเฉทไม่ได้ภพชาติ(การเวียนว่ายตายเกิด)จึงยังไม่ขาดสาย
ตัณหาประเภทอนุสัยเปรียบได้กับโคนรากตัณหาประเภทปริยุฏฐานะเปรียบได้กับลำต้น ตัณหาประเภทวิติกกมะเปรียบได้กับกิ่งก้านและใบ จะให้ต้นไม้ตายสืบต่อพีชพันธุ์ไม่ได้ต้องขุดรากถอนโคน

ข้อที่ 2.ตัณหาที่ยังละไม่ได้นั่นเองทำให้เจตนาเป็นกรรม เมื่อละตัณหาได้เป็นสมุจเฉทแล้วเจตนาก็สักแต่ว่าเป็นกิริยา
ตัณหาเปรียบได้กับนายทาส เจตนาเปรียบได้กับทาส เจตนาจะเป็นไท(เป็นสักแต่ว่ากิริยา)ได้ ต้องพ้นจากความเป็นทาส(เป็นกรรม) คือ ต้องปหานนายทาส(ตัณหา)เป็นสมุจเฉท

ข้อที่ 3.มูลในปฏิจจสมุปบาท มี สอง คือ อวิชชา และ ตัณหา
อวิชชา เป็นใหญ่ในมูลส่วนอดีต คือ ถ้าในอดีตล่วงมาแล้วละ(ปหานะ)ได้ ภพชาติในปัจจุบันก็ไม่มี
ตัณหา เป็นใหญ่ในมูล ส่วนปัจจุบัน คือ ถ้าละได้แล้วการดิ้นรนแสวงหาก็ไม่มี
อวิชชา เปรียบได้กับพ่่อตาบอด เพราะไม่รู้แจ้งอริยสัจจ์ 4
ตัณหา เปรียบได้กับลูกสาวที่หาเลี้ยงดูพ่อตาบอด

ข้อที่ 4.อนุสัยกิเลส นอนตามไปในภพชาติต่างๆได้ด้วยอาการ 2 คือ
1.อารมณปัจจัย
2.สหชาตปัจจัย

ปัจจัยทั้งสองประการนี้ส่งกำลังอานุภาพไปตามจิตถัดไปได้ เหมือนลูกคลื่นที่เกิดก่อนส่งกำลังอานุภาพให้แก่ลูกคลื่นที่เกิดถัดไป
(สาระจากคัมภีร์นิสสยะอักษรปัลลวะ อักษรสิงหล อักษรธรรมล้านช้าง)