“… ข้าพเจ้าเดินจงกรมฟังในรอบที่ ๓ ยามเช้ามืดนี้ จินตนาการตามเห็นภาพสว่างเจิดจ้าแผ่กระจายออกมาทั่วห้องก็ถึงกับ #ขนลุกขนพอง เรียกว่า “ขนลุกชูชัน” “ขนพองสยองเกล้า” เลยทีเดียว

“เสถียร โพธินันทะ” อาจารย์อนาคาริกคฤหัสถ์ท่านนี้ เหมือนอนาคาริกธรรมปาละชาวศรีลังกาผู้ต่อสู้กู้คืนพุทธคยา ต้นพระศรีมหาโพธิ์ พระพุทธเมตตากลับมาให้แก่ชาวพุทธทั่วทุกมุมโลก ข้าพเจ้าได้ยินชื่อเสียงท่านมานานแล้ว ในคลิปนี้ท่านมีผลงานเขียนออกมาเป็นหนังสือตีพิมพ์สำเร็จเป็นรูปเล่มตั้งแต่ปีพุทธศักราช ๒,๕๐๐ กึ่งพุทธกาลพอดี ข้าพเจ้ายังเป็นวุ้นอยู่เลย

#นี่แหละคือปราชญ์แห่งกึ่งพุทธกาลแท้จริง ตัวจริง เสียงจริง พูดจริง ทำจริง ซื่อตรงต่อสัจจะความจริงจริงๆ นักปราชญ์ผู้ชาญฉลาดแตกฉานเชี่ยวชาญมากๆ ทุกถ้อยวาจาของท่านเป็นหลักเป็นฐาน อ้างอาคตสถานแหล่งที่มาที่ไปได้อย่างชัดเจน ไม่ได้โม้โอ้อวดมั่วนิ่มใดๆ เลย ตรงตามพุทธวจนะว่า “กล่าววาจามีหลักฐาน ควรแก่การเชื่อถือ” จริงๆ …”

เพจเสถียร โพธินันทะ ขอกราบขอบพระคุณ
พระมหาอุเทน ปัญญาปริทัตต์

หมายเหตุ: ในส่วนที่มีการกล่าวถึงบุคคลอื่น ทางเพจขอวางตัวเป็นกลาง ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง?

======000=====

ถึงเวลา “พระบรมธาตุ” แท้ พระธาตุเทียม กรวด หิน เม็ดทราย ถอยไป

ปาฐกถา 110 โดยอาจารย์เสถียร โพธินันทะ พูดบรรยายอธิบายไว้ ถึงตอน “พระบรมธาตุพระศาสดาศากยะแสดงกฤษฎาภินิหาริย์” พระยาสุขุมตัวแทนพระองค์รัชกาลที่ ๕ อัญเชิญมาจากประเทศอินเดีย ขณะนั่งอยู่ที่ห้องเคบินในเรือเดินทางกลางทะเลใหญ่ กำลังนึกสงสัยอยู่เชียวว่า “พระบรมธาตุพระศาสดาพุทธเจ้าของจริงหรือไม่หนอ” ก็พลันเห็นพระบรมธาตุพระศาสดาศากยะแสดงปาฏิหาริย์เปล่งแสงพระฉัพพรรณรังสีสว่างเจิดจ้าออกมาทั่วห้อง พระยาสุขุมไปไม่เป็น ทำอะไรไม่ถูก ตกตะลึงงงงันอ้าปากค้างอยู่ตรงนั้นนั่นเลย

ข้าพเจ้าเดินจงกรมฟังในรอบที่ ๓ ยามเช้ามืดนี้ จินตนาการตามเห็นภาพสว่างเจิดจ้าแผ่กระจายออกมาทั่วห้องก็ถึงกับขนลุกขนพอง เรียกว่า “ขนลุกชูชัน” “ขนพองสยองเกล้า” เลยทีเดียว

“เสถียร โพธินันทะ” อาจารย์อนาคาริกคฤหัสถ์ท่านนี้ เหมือนอนาคาริกธรรมปาละชาวศรีลังกาผู้ต่อสู้กู้คืนพุทธคยา ต้นพระศรีมหาโพธิ์ พระพุทธเมตตากลับมาให้แก่ชาวพุทธทั่วทุกมุมโลก ข้าพเจ้าได้ยินชื่อเสียงท่านมานานแล้ว ในคลิปนี้ท่านมีผลงานเขียนออกมาเป็นหนังสือตีพิมพ์สำเร็จเป็นรูปเล่มตั้งแต่ปีพุทธศักราช ๒,๕๐๐ กึ่งพุทธกาลพอดี ข้าพเจ้ายังเป็นวุ้นอยู่เลย

นี่แหละคือปราชญ์แห่งกึ่งพุทธกาลแท้จริง ตัวจริง เสียงจริง พูดจริง ทำจริง ซื่อตรงต่อสัจจะความจริงจริงๆ นักปราชญ์ผู้ชาญฉลาดแตกฉานเชี่ยวชาญมากๆ ทุกถ้อยวาจาของท่านเป็นหลักเป็นฐาน อ้างอาคตสถานแหล่งที่มาที่ไปได้อย่างชัดเจน ไม่ได้โม้โอ้อวดมั่วนิ่มใดๆ เลย ตรงตามพุทธวจนะว่า “กล่าววาจามีหลักฐาน ควรแก่การเชื่อถือ” จริงๆ

เรื่องพระบรมธาตุพระศาสดาศากยะแสดงกฤษฎาภินิหาริย์นี้ ข้าพเจ้าขอฝากถามถึงพระบรมธาตุ ๒๓ องค์ที่อัจฉราวดี วงศ์สกล อ้างว่า พระพุทธเจ้าเสด็จมาประทานให้แก่ตนเพื่อสร้างหอมนสิการนั้นว่าสามารถแสดงกฤษฎาภินิหาริย์เหมือนพระบรมธาตุพระศาสดาศากยะที่อาจารย์เสถียร โพธินันทะบรรยายนี้หรือไม่

ข้าพเจ้าขอเว้นวรรคเขียนถึง “มนุษย์ป้า” อัจฉราวดี วงศ์สกล นี้สักหน่อย
ขอตั้งฉายาให้มนุษย์ป้าคนนี้ก่อนว่า “จอมโม้โอ้อวดสุดๆ” ชนิดที่ว่าสมรักษ์ คำสิงห์มาสักร้อยคนจำต้องยกธงขาวหลบชิดซ้ายไปเลย อ่านถ้อยคำในประโยคหนึ่งของเธอหลังจากกลับมาจากอินเดียแล้วดูสิ

“เทพเทวาทั้งหลายตื่นตะลึง…เข้ามาถามคุณสมัยบอกว่า เกิดจากเหตุใดและเป็นศิษย์ของใคร เหล่าเทพเทวานั้นรู้ถึงสถานะทางโลกุตระของอาจารย์ ต่างตื่นเต้นในบารมีของอาจารย์มาก และอยากรีบจุติเป็นศิษย์ แต่ก็รู้ว่าไม่ทันการ ต่างก็เสียดาย”

มนุษย์ป้าเขียนถ้อยคำโม้โอ้อวดออกมาอย่างนี้ทำการตลาดมาร์เก็ตติ้งชัดๆ ยั่วยุอยากให้คนอ่านมาฝากตัวเป็นลูกศิษย์บริวารชนรายล้อมตนมากๆ มนุษย์ป้าอุปโลกน์ตนให้อยู่ในฐานะ “พระธรรมิกราช” อีกต่างหาก หลงจนไม่รู้ว่าจะใช้คำว่า “หลง” อย่างไรแล้ว

นึกว่าจะยุติบทบาทของจอมโม้โอ้อวดนี้แล้ว ข้าพเจ้าก็ตั้งจิตคิดเมตตายินดีให้อภัย ไม่ถือโทษ หากกลับตัวกลับใจเสียใหม่ ล้มเลิกแผนการใหญ่ทำธุรกิจเต็มระบบครบวงจรกับพระพุทธศาสนาเสีย แต่ที่ไหนได้ มนุษย์ป้าล่าสุดก็ยังมาเขียนโม้โอ้อวดต่อไปอีกว่า

“เตโชวิปัสสนา ประจักษ์ถึงอานุภาพในการเผาประหารกิเลส (“ประหาณ” ท่านใช้คำนี้ ไม่ใช่ “ประหาร” ต่อกิเลสทั้งหลาย ท่านใช้คำว่า “ประหาณ” ทำคำศัพท์พุทธศาสน์ให้วิบัติอีกแล้ว) เปิดประตูนิพพาน เป็นบทเริ่มต้นในการเผยธรรมอันเอกอุ ซึ่งในกาลต่อมาจึงได้แจ้งว่า “มิใช่วิปัสสนาญาณธรรมดา แต่ธรรมนี้มีความเป็นธรรมิกราช เพราะเป็นธรรมอันเป็นใหญ่ กล้าและเข้มแข็งยิ่งนักในการมาฟื้นฟูพระพุทธศาสนา ญาณหยั่งรู้ขั้นสูงและล้ำลึกมาก สูงจนผู้ที่ติดอยู่เพียงตำรา ไม่อาจยอมรับได้ เพราะไม่เคยได้ยินได้ฟังละเอียดเช่นนี้มาก่อน และเพียงเจอคำว่า เตโชวิปัสสนาและการเผากิเลส ก็ดาหน้าออกมาหาเรื่องขวางธรรมแล้ว”

ข้อความเขียนของเธอก่อนหน้านี้ชี้บอกว่า “เตโชวิปัสสนา” คือหลักปฏิบัตินอกตำราไม่มีอยู่ในใบไม้กำมือเดียวของพระพุทธเจ้า ทราบว่า พระไพศาล วิสาโล ได้เอ่ยบอกมาว่า “เตโชวิปัสสนาเป็นหลักปฏิบัตินอกตำราจากใบไม้ในกำมือเดียวของพระพุทธเจ้า” มิน่ามีพระชื่อดังของเมืองไทยหนุนท้ายให้การสนับสนุนอยู่ข้างหลังอย่างนี้นี่เอง มนุษย์ป้าจึงกำเริบเสิบสานยิ่งนัก

ข้าพเจ้าขอบอกเตือนชาวพุทธไทยในที่นี้เลยว่า

“ขืนปล่อยมนุษย์ป้าจอมโม้โอ้อวดพูดพล่ามอยู่อีกต่อไป และตั้งตัวขึ้นมาเป็นใหญ่ได้สำเร็จ รับรองหายนะแห่งพระบรมธาตุ พระปริยัติสัทธรรม พระปฏิบัติสัทธรรม พระปฏิเวธสัทธรรมจะมาเยือนแน่ๆ ถึงกับจะอันตรธานหายสาบสูญไปได้เลยทีเดียว”

เชิญเถิดสาธุชนชาวพุทธทั้งหลาย เชิญมาสดับรับฟังปราชญ์แห่งกึ่งพุทธกาลผู้แท้จริงท่านนี้ อาจารย์เสถียร โพธินันทะ ข้าพเจ้าฟังท่านอาจารย์พูดบรรยายมาหลายคลิปแล้ว จนได้ข้อสรุปอย่างสนิทใจว่า

“ปราชญ์ผู้รอบรู้เชี่ยวชาญแตกแตกฉานในคัมภีร์พระพุทธศาสนาเถรวาท และมหายานได้อย่างถูกต้องและชัดเจนทุกถ้อยกระทงความ”

แต่ทว่าความน่าศรัทธาเลื่อมใสต่ออาจารย์เสถียร โพธินันทะ กลับไม่ใช่เรื่องความรู้ความสามารถแตกฉานอย่างลึกซึ้งของท่าน หากแต่เพราะความเป็นสัมมาทิฐิของท่าน แม้อาจารย์เสถียร โพธินันทะจะมีความรู้เชี่ยวชาญแตกฉานในพุทธศาสนามหายาน ได้เขียนตำรับตำราไว้หลายเล่ม วิมลเกียรติสูตรบ้าง สัทธรรมปุณฑริกสูตรบ้าง ชนิดที่ว่าไม่มีใครมีความรู้เทียมเท่า (ยกเว้นหลวงพ่อพุทธทาส) แต่ท่านกลับเป็นเถรวาทเต็มตัว มิใช่มหายาน เถรวาทร้อยเปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว เพียงแต่ว่าท่านเป็นพุทธมามกะเถรวาทที่ไม่ดูหมิ่นเหยียดหยามมหายานเท่านั้น

อาจารย์เสถียร โพธินันทะ เป็นปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ แต่ไม่จองหองลำพองในวิชาความรู้ของตนเลย ไม่มีอยู่ในลักษณะ “จำอวด อวดรู้” นี้อย่างแน่นอน

ข้าพเจ้ารู้สึกอัศจรรย์ใจขนลุกขนพองต่อการพูดบรรยายของอาจารย์เสถียร โพธินันทะ ตอน “พระบรมธาตุพระศาสดาศากยะแสดงกฤษฎาภินิหาริย์” จึงได้นั่งเพียรถอดยูทูปพิมพ์ออกมาเป็นตัวอักษรหนังสือ เพื่อให้สาธุชนชาวพุทธได้อ่านกันชัดๆ ง่ายๆ และหมายใจเอาไว้ว่า “เราจะกำหนดจดจำไว้ทุกคำทุกตัวอักษร เพื่อนำเอาไปแสดงธรรมในวันพระธัมมัสวนะหน้า”

ยาวสักหน่อยนะท่านสาธุชนชาวพุทธทั้งหลาย แต่ขอให้ไล่อ่านทุกคำทุกตัวอักษรและฟังในคลิปนี้เริ่มแต่นาทีที่ ๑๖ เป็นต้นไปให้จบเลยทีเดียว แล้วท่านจะไม่ผิดหวัง รู้สึกอัศจรรย์ใจขนลุกขนพองเหมือนข้าพเจ้าอย่างแน่นอน

ตามข้อความดังต่อไปนี้ :-

“การตรัสรู้มีอยู่พร้อม มีอยู่พร้อม นี่หลักฐานทางโบราณคดี ศิลาจารึกขุดขึ้นมา พระบรมสารีริกธาตุที่ขุดขึ้นมาจากพวกศากยวงศ์ฝังเอาไว้ที่เมืองกบิลพัสดุ์ เวลานี้อยู่ที่ภูเขาทอง สุวรรณบรรพตนี่แหละครับ ถ้าจะมีพระธาตุที่แท้จริงนะ ไม่ใช่พระหิน พระธาตุกรวด อย่างที่อยู่ในกระเป๋าของชาวบ้านนะ พระธาตุที่แท้จริงที่เรากราบไหว้ได้อย่างสนิทใจจริงๆ ละก็ ในเมืองไทยเรานี่ไม่ต้องไปหาอื่นไกลที่ไหนเลย ตรงไปภูเขาทองทีเดียว

บนนั้นแหละ บรมธาตุส่วนนั้น รัฐบาลอินเดียขุดได้ที่แขวงป่ากบิลพัสดุ์ แล้วก็ขุดพบในสถูปโบราณฝังอยู่ในตลับหลายชั้น ตลับชั้นสุดท้ายจารึกเป็นอักษรบาลีรุ่นเก่าที่สุด รุ่นครั้งพุทธกาล จารึกบอกว่า

‘สรีระส่วนนี้เป็นของพระศากยมุนีอันพวกศากยวงศ์เป็นผู้ประดิษฐานไว้’

คือว่า ศากยวงศ์ฝ่ายปิผลิวรรณ ปิผลิวรรณซึ่งเป็นเชื้อศากยวงศ์พวกหนึ่งน่ะ เป็นผู้ได้รับส่วนแบ่งจากโทณพราหมณ์ แล้วก็เอาไปสร้างสถูปบูชา สถูปนี้ฝังดินฝังทรายเป็นระยะกว่า ๒,๐๐๐ ปี เพิ่งจะมาขุดพบเมื่อต้นรัชกาลที่ ๕ รัฐบาลอินเดียมีลอดเฮอร์สันเป็นหัวหน้า เป็นไวสลอย ดีใจ ทีแรกว่าต้องการจะเอาเข้าไว้ที่พิพิธภัณฑ์ แต่ตอนหลังมีพระไทยองค์หนึ่ง ชื่อว่า ชินวรวงศ์ ไม่ใช่อื่นไกลหรอกครับพระไทยองค์นี้ คือพระองค์เจ้าปฤษฎางค์

พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ท่านเป็นอัครราชทูตกรุงสยามประจำราชสำนักยุโรปตั้ง ๑๐ กว่าประเทศน่ะ แหม เวลานั้นเฟี้ยวที่สุดเลย ถ้าจะว่าไปแล้ว เป็นนักเรียนนอกรุ่นแรกที่สุด พระองค์เจ้าปฤษฎางค์นี่เป็นทูตไทยประจำสำนักเซนเจม ประจำสำนักต่างๆ มากมาย ทีหลังท่านเบื่อ ขัด ขัดใจกับรัชกาลที่ ๕ ด้วยเรื่องอะไรก็ไม่รู้ บวช บวชที่ลังกา ไม่ได้บวชเมืองไทย บวชลังกา แล้วเอาเครื่องราชอิสริยาภรณ์สายสะพายสร้างพระเจดีย์บูชา บรรจุไว้ในพระเจดีย์หมด ในวัดทีปทุตตมาราม ในเมืองโคลัมโบ แล้วองค์ท่านก็ออกเดินธุดงค์ ธุดงค์ในอินเดีย ไปเจอ เผอิญว่าเขา (รัฐบาลอินเดีย) ขุดพบพระบรมธาตุส่วนนี้

พระชินวรวงศ์ก็เสนอบอยตรอยอินเดียบอกว่า ควรจะทูลเกล้าให้พระเจ้ากรุงสยาม เพราะเป็นพระเจ้าแผ่นดินประเทศเอกราช ประเทศเดียวที่นับถือพระพุทธศาสนาในเวลานั้น ทางอินเดียก็ให้ทูตมีหนังสือมากราบบังคมทูล รัชกาลที่ ๕ ได้ส่งพระยาสุขุม ซึ่งต่อมาเป็นพระยายมราช มหาปั้นน่ะ เดินทางไปเป็นผู้แทนต่างพระองค์ไปอัญเชิญพระบรมธาตุส่วนนี้มาประเทศไทย ระหว่างที่มาในเรือน่ะ พระยาสุขุมไม่ค่อยเชื่อ เอ พระธาตุแท้ก็ไม่รู้แฮะ ที่เราเชิญมาใส่ในพระเจดีย์กาไหล่ทองน่ะ กำลังนึกสงสัยอย่างนี้เชียวน๊า อยู่ในห้องเคบินในเรือเนี่ย ทันใดนั้นพระธาตุองค์นี้สำแดงอภินิหาริย์เป็นฉัพพรรณรังสีแผ่สว่างทั่วห้องเลย

พระยาสุขุมนั่งอยู่บนเตียงเวลากลางวันตกตะลึงงงงันไปหมด เวลานั้นน่ะทนายหน้าหอของพระยาสุขุมเป็นขุน กำลังจะเข้ามาทำกิจธุระกับพระยาสุขุม เปิดประตูห้องเคบินโผล่เข้ามา เลยยืนอ้าปากค้างมองพระบรมธาตุแสดงปาฏิหาริย์ อ้าปากค้างทั้งสองคนเลย เชื่อร้อยเปอร์เซ็นต์แล้ว พระบรมธาตุของพระพุทธเจ้าแน่แล้ว ส่วนนี้เอามาถึงเมืองไทยตั้งไว้ที่วัดพระแก้วให้ประชาชนบูชา ๓ วัน แล้วก็เวลานั้นชาวพุทธนานาชาติรู้ข่าว ส่งผู้แทนมาขอส่วนแบ่ง ส่วนแบ่งจากรัชกาลที่ ๕ คณะสงฆ์ลังกา คณะสงฆ์พม่า คณะสงฆ์ญี่ปุ่น เดินทางมาเป็นการใหญ่ทีเดียว รัชกาลที่ ๕ ก็แบ่งให้ กระทั่งเหลือแล้ว ถึงเอาไปบรรจุไว้บนยอดภูเขาทอง สุวรรณบรรพตเดี๋ยวนี้เอง

เพราะฉะนั้น โดยหลักฐานโบราณคดีเราก็มีกระดูกพระพุทธเจ้าเป็นพยานพระธาตุที่นักโบราณคดียอมรับทุกประการ โดยหลักฐานทางซากประวัติศาสตร์ มีเมืองกบิลพัสดุ์เอย ราชคฤห์ เชตวนาราม โฆษิตาราม ปุพพาราม ที่รัฐบาลอินเดียขุดค้นพบซากอะ เป็นมากมาย รวมกระทั่งกุฏิคันธกุฎีของพระพุทธเจ้ายังพบเลยที่อินเดียจนทุกวันนี้ เป็นหลักฐานอยู่โบราณคดีตามหลักประวัติศาสตร์นี่ หลักศิลาจารึก จารึกของพระเจ้าอโศก จารึกกษัตริย์อินเดียสมัยโบราณต่างๆ เอย ที่กล่าวถึงพระพุทธเจ้าน่ะมีพร้อม

จารึกของพวกศาสนาอื่นในศาสนาพราหมณ์ซึ่งไม่จำเป็นจะต้องมายกย่องพระพุทธเจ้า ในคัมภีร์ศาสนาพราหมณ์ก็กล่าวถึงพระพุทธเจ้าว่าพระพุทธเจ้ามีชีวิตอยู่ยังไง ต่อสู้กับพวกลัทธิพราหมณ์มายังไง พวกพรหามณ์นี่ต่อสู้กับพระพุทธเจ้ามายังไง มีข้อความระบุในศาสนาซึ่งไม่ใช่ศาสนาพุทธ เป็นศาสนาพราหมณ์ระบุไว้ นอกจากศาสนาพราหมณ์แล้ว ศาสนาเชนยังระบุถึงพระพุทธเจ้าอีก เพราะเป็นศาสนาที่เกิดร่วมยุคพุทธสมัย ได้กล่าวถึงพระสมณโคดมยังงั้นๆๆๆ คำสอนยังงั้นๆๆๆ หนิ

มีไว้ในศาสนาอื่นๆ นานับประการหลักฐาน มิหนำซ้ำในจดหมายเหตุของพวกกรีกที่เดินทางมาตีอินเดียสมัยอเล็กซานเดอร์มหาราชก็ได้บันทึกถึงภาวการณ์ของพุทธศาสนาในอินเดีย นี่พวกกรีกไม่จำเป็นต้องมานับถือพุทธ เขาเป็นฝรั่งมั่งค่า เขายังพูดถึงพระพุทธศาสนา นี่

เพราะฉะนั้น ประมวลหลักฐานต่างๆ ทั้งโบราณคดี ประวัติศาสตร์ หลักฐานธรรมะ แสดงให้เห็นชัดว่า พระพุทธเจ้ามีจริง มีชีวิตอยู่ในโลกจริง แล้วหลักฐานของแกล่ะ ยะโฮวาอยู่ที่ไหน เชิญให้ดูได้มั้ย นอกจากคัมภร์ที่แกบอกว่าเป็นผู้สร้างโลก โลกนี้คือผลจากยะโฮวาแล้ว แล้วอยู่ที่ไหนพระยะโฮวา เชิญมา มีหลักฐานอะไรบ้าง เชิญมาซิ มีบ้างไหม ต้องย้อนถามเขาบ้าง สงสัยไหมครับข้อนี้” (สุดท้ายได้ขำกันหน่อยนะ ขำหนอๆ น่าชอบใจ).