ตอบปัญหา 108

ถาม: 1.ได้อ่านการตอบปัญหาในสามมุขแล้ว รู้สึกชอบใจมาก เพราะทำให้เข้าใจอะไรๆ เพิ่มขึ้น แต่มีข้อสงสัยอยู่หลายข้อ ใคร่จะถามต่อไปนี้คือ จะเชื่อได้อย่างไรว่าโลกหน้ามีจริง มีหลักฐานอะไรพิสูจน์

ตอบ: หลักฐานที่จะพิสูจน์ให้รู้ว่าโลกหน้ามีจริงนั้นแยกได้เป็นประเด็นดังนี้:-

1.หลักฐานที่เกิดจากประจักษ์สิทธิ์เห็นแจ้งรู้จริงเฉพาะตนข้อนี้ จะต้องปฏิบัติตามแนวทางฌานสมาบัติ 8 คือต้องบำเพ็ญสมาธิจิตอย่างเชี่ยวชาญได้รูปฌาน 4 อรูปฌาน 4 แล้วน้อมจิตฝึกฝนในอภิญญาจนสามารถเกิดคุณวิเศษ 5 ประการคือ อิทธิฤทธิ์แสดงฤทธิ์เป็นอัศจรรย์ ทิพย์จักษุมีตาทิพย์ ทิพย์โสตหูทิพย์ เจโตปริยญาณรู้วาระความคิดของผู้อื่น ปุพเพนิวาสานุสสติญาณระลึกชาติก่อนๆได้ คราวนี้ถ้าปรากฏจะเห็นสวรรค์นรกหรือปรารถนาจะฟังเสียงทิพย์ หรือใครจะทราบความเป็นไปแต่ชาติก่อนๆ แห่งตนหรือผู้อื่นอย่างใดอย่างหนึ่ง ก็ให้เข้าฌานสมาบัติมีจตุตถฌานเป็นปทัฏฐาน ออกจากฌานแล้วตั้งจิตอธิษฐานในเรื่องที่ตนปรารถนา ครั้นแล้วก็เจริญอภิญญาจนกระทั่งเกิดปัญญาจิตขึ้น ในทันใดนั้นเองก็ประสบสภาพการณ์ต่างๆเหนือวิสัยสามัญชนจะประจักษ์ได้ตามเจตน์จำนงของผู้นั้น วิธีฝึกอภิญญาละเอียดซับซ้อนมาก ต้องจับคู่กันให้ถูกฝาถูกตัว นับเป็นจิตกีฬาที่พิสดารที่สุด การฝึกอภิญญาจึงเท่ากับการทดลองตามสูตรเคมีในห้องวิทยาศาสตร์ เมื่อเกิดอำนาจมหัศจรรย์ขึ้นเท่ากับเป็นผลของการทดลอง ผิดกันแต่ว่าฝ่ายวิทยาศาสตร์เขามีเครื่องมือเกะกะเต็มห้องเห็นได้สัมผัสได้ ฝ่ายจิตกีฬาเป็นเรื่องภายในใจของบุคคลเห็นไม่ได้เห็นเฉพาะตัวของผู้เป็นเจ้าของ

2.อนุมานวิธี แบบนี้และแบบอื่นต่อไป ใช้กับผู้ที่ไม่สามารถมีโอกาสบำเพ็ญจิตภาวนาจนได้ฌานสมาบัติและอภิญญาได้ หมายความว่าไม่มีโอกาสจะพิสูจน์โลกหน้าด้วยประจักษ์แบบวิธีแรก ก็ต้องใช้หลักแห่งเหตุผลอนุมานเอา เช่นเราเห็นควันไฟแต่ไกล ทั้งที่ไม่ได้เห็นไฟเลยก็จริง เราก็พอหยั่งรู้ได้โดยมิพักกังขาว่าที่นั่นต้องมีไฟฉันใด สรรพสัตว์ที่เกิดมาในโลกมีวิบากกรรมอันแตกต่างกัน มีอุปนิสัยความเป็นอยู่ที่แตกต่างกัน แม้แต่พี่น้องที่ร่วมบิดามารดาเดียวกัน หรือแม้แต่ลูกฝาแฝดซึ่งได้รับการอบรมมาอย่างเดียวกัน ก็ยังมีอุปนิสัย สติปัญญา และการเสวยวิบากกรรมหาเสมอเหมือนกันไม่ บางคนเป็นโจรแต่อีกคนหนึ่งเป็นตำรวจ จะอ้างว่ากรรมพันธุ์ก็ฟังไม่ถนัด เพราะมีข้อไล่ถามได้ว่า ต่างก็เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดา ถ้าอ้างว่าเพราะบังเอิญเลือดชั่วของบรรพบุรุษที่ชั่วไปเข้าคนพี่ เลือดดีของบรรพบุรุษที่ดีไปเข้าคนน้อง จึงทำให้เป็นโจร คนหนึ่งเป็นตำรวจคนหนึ่งก็ฟังไม่ชัดอีก เพราะไล่ถามได้ว่าอะไรเป็นเหตุให้เลือดชั่วมาเข้าเป็นตัวลูกที่จะเป็นโจร อะไรเป็นเหตุให้เลือดดีมาเข้าตัวลูกที่จะเป็นตำรวจ ถ้าตอบว่าบังเอิญแล้วเป็นฟังไม่ได้ เพราะความจริงนั้นเรื่องบังเอิญไม่มี ทุกอย่างมีเหตุผลสัมพันธ์กันเป็นวงจร เราไม่รู้ซึ้งถึงเหตุผลดีพอต่างหาก จึงยกไปให้เป็นเรื่องของความบังเอิญ เหตุผลที่จัดสรรให้คน 2 คนแตกต่างกันดังฟ้ากับดินคืออดีตกรรมในชาติก่อน ซึ่งคน 2 คนได้สร้างสมอบรมมาทำให้เกิดเป็นสันดานพื้นเพของจิต ฉะนั้นคนที่เป็นโจรโดยสันดานแม้ว่าจะผ่านการอบรมมาดีอย่างไร ก็ยากจะแก้ นอกจากพยายามจัดเขาให้อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เขาไม่อาจจะทำโจรกรรมได้ เช่นนั้นแล้วค่อยปลูกฝังความสำนึกที่ดีผนึกตราลงไปในจิตเรื่อยๆ เหมือนผ้าที่เปื้อนสีต้องค่อยซักค่อยต้มไป สีก็จะจางลงไปตามลำดับ

บางคนมีอายุยืนบางคนอายุสั้น บางคนตายด้วยโรคชรา บางคนตายโหง อะไรทำให้เกิดสภาพอย่างนั้น สมมติว่านายก. นั่งเครื่องบินไปต่างประเทศเครื่องบินตก นายก.ตายอะไรเป็นเหตุให้นายก.ไปเครื่องบินลำนั้น ทั้งที่มีเครื่องบินอีกหลายสิบลำอื่นที่จะไปได้ ถ้าคิดอย่างสามัญกว่าเพราะนายก. เกิดมีธุระด่วนจะต้องไปให้ได้จะรอช้านั่งลำอื่นไปไม่ได้ นายก. จึงไปแล้วก็ตาย แต่ถ้าซักเข้าไปให้ลึกว่าอะไรเป็นเหตุเฉพาะให้นายก. เกิดมีธุระด่วนไม่อาจคลาดเที่ยวบินนั้นเล่า เมื่อซักถามเข้าไปตามลำดับนี้จะมองหาคำว่าบังเอิญมาใส่อีกซึ่งเป็นไปไม่ได้ เพราะนั่นมันเป็นกำหนดแห่งอดีตกรรมนำพาไปต่างหาก เมื่อเชื่อว่าอดีตกรรมว่ามีเรื่องชาติก่อนก็มี เมื่อชาติก่อนก็มีชาติหน้าก็มี อีกอย่างหนึ่งตราบใดที่สัตว์โลกยังมีกิเลสตัณหา ก็ยังมีการประกอบกุศลกรรมบ้าง อกุศลกรรมบ้าง อำนาจแห่งผลกรรมเหล่านี้จักบันดาลชาติใหม่ภพใหม่ให้อีก เพราะลำพังในชั่วระยะชีวิตชาตินี้สั้นเกินไปที่จะชดเชยผลได้หมด ประกอบทั้งมีกิเลสตัณหาเป็นแรงดันจึงต้องมีการเวียนว่ายตายเกิด จนกว่าเมื่อใดหมดกิเลสก็สิ้นกรรม เมื่อสิ้นกรรมก็ไม่มีวิบาก วัฏฏะจึงหยุดหมุน

หรือจะอนุมานง่ายๆ จากหลักอดีต ปัจจุบัน อนาคตก็ได้ คือถ้าเราเชื่อว่ามีเมื่อวานนี้และกำลังมีอยู่เดี๋ยวนี้ ทำไมจะเชื่อว่ามีพรุ่งนี้ไม่ได้ เช่นเดียวกับว่ามีปีนี้ก็ย่อมแสดงว่าเคยมีปีก่อนมาแล้ว และจักมีปีหน้าต่อไป อีกเรื่องของชาติก่อน ชาติหน้า เป็นเพียงแต่การขยายระยะเวลาจากปีหลายปีออกไปไกลเท่านั้น มีชาตินี้ก็แสดงว่าเคยมีชาติก่อนมาแล้ว แต่สำหรับชาติหน้านั้น ถ้าผู้ใดยังมีกิเลสอยู่ตราบใดก็ต้องมีชาติหน้าต่อไปตราบนั้น ส่วนสำหรับพระอรหันต์นั้น ท่านมีเฉพาะชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย ชาติหน้าของท่านไม่มี เพราะหมดเชื้อคือกิเลสที่จะทำให้เกิดอีกนั่นเอง เราตั้งหลักเกณฑ์ได้ดังนี้

ก.) เหตุเพราะยังมีกิเลสตัณหาเป็นเชื้อ ผลจึงต้องเกิดในชาติใหม่อีก
ข.) เหตุเพราะหมดเชื้อคือกิเลสตัณหา ผลชาติใหม่ก็ไม่มี

3.สัททประมาณ วิธีคือเชื่อในพระบุญญาตรัสรู้ของพระพุทธองค์ เพราะพระองค์ได้ผ่านฌานสมาบัติและสำเร็จเจนจบในอภิญญามาแล้วอย่างเยี่ยมยอด ทั้งยังสามารถทำกิเลสให้หมดจากพระหฤทัยโดยสิ้นเชิงได้ ทรงรู้เห็นในโลกต่างๆ ทั้งเทวโลก พรหมโลก โดยทะลุปรุโปร่งพระหฤทัยจึงไม่ยอมติดในโลกทั้งปวง เมื่อพระองค์แสดงถึงชาติภพของสัตว์ต่างๆ เราจึงเชื่อถือได้สนิทใจ และนอกจากพระพุทธองค์แล้วยังมีพระสาวกอีกมากหลาย สมณพราหมณ์อีกมากหลายที่ได้อภิญญา 5 ก็รู้เห็นโลกต่างๆ เหล่านี้มาบอกเล่าสั่งสอน (แต่ลำพังได้อภิญญา 5 กิเลสยังไม่หมด พระพุทธองค์ทรงค้นพบวิธีทำให้กิเลสให้หมดไป เรียกว่าอาสวักขยญาณ จัดเป็นอภิญญาข้อที่ 6 มีเฉพาะในพระพุทธศาสนาเท่านั้น) ท่านเหล่านี้ล้วนต้องฝึกจิตอย่างข้อแรกมาแล้ว หมายความว่าการที่ท่านรู้เห็นเรื่องนรกสวรรค์ชาติก่อนชาติหน้า ด้วยประจักษ์ของท่านเอง ทั้งนั้นคำพูดของท่านจึงเป็นเหตุผลที่เชื่อถือได้ แม้เราจะไม่ได้เห็นเอง เราก็เชื่อจากบุคคลที่เคยเห็นมาแล้ว อย่าว่าแต่เป็นเรื่องละเอียดอ่อนอย่างเรื่องนี้เลย แม้แต่เรื่องวิทยาศาสตร์ทางวัตถุทุกวันนี้ เราก็เชื่อตามคำของนักวิทยาศาสตร์เป็นส่วนใหญ่ ใช่ว่าเราทุกคนจะได้ไปทดลองเห็นพิสูจน์ประจักษ์ด้วยตนเองก็มิได้ เช่นนักวิทยาศาสตร์กล่าวว่าน้ำประกอบด้วยไฮโดรเจนออกซิเจน เราก็เชื่อตามเพราะ เราทุกคนไม่สามารถจะเป็นนักวิทยาศาสตร์เสียเอง แต่ความเชื่ออย่างนี้ก็ถือว่ามิใช่ความงมงาย เพราะมีผู้ทดลองพิสูจน์แล้วมาบอกกล่าวแก่เราฉันใด ก็ฉันนั้น อนึ่งยังมีบุคคลปัจจุบันทั้งในยุโรป อเมริกา เอเชีย อาฟริกาจำนวนร้อยๆ ที่ระลึกชาติก่อนของตนได้ ถึงกับมีการพิสูจน์หลักฐานกันจนเป็นที่เชื่อถือได้มั่นคง พิมพ์เป็นหนังสือออกเผยแผ่บุคคลเหล่านี้ระลึกได้แต่เพียงชาติที่แล้วชาติเดียว มิใช่ระลึกด้วยอำนาจอภิญญาซึ่งระลึกได้หลายร้อยพันชาติ (พระพุทธองค์ระลึกได้นับประมาณชาติมิได้) เป็นตัวอย่างหลักฐานอันเพียงพอที่จะพิสูจน์ว่าโลกหน้ามี

อาจารย์เสถียร โพธินันทะ
เสถียร โพธินันทะ.(2510).ตอบปัญหาร้อยแปด:สถิติการพิมพ์.