“เอกคฺคตาจิตฺตํ” จิตที่ประกอบด้วยเอกัคคตา…. ก็คือจิตที่ประกอบด้วย เอกัคคตานั่นแล. 
ดุจคำว่า “สราคํ วาสฺส จิตฺตํ สราคจิตฺตํ (จิตที่มีราคะ หรือจิตที่ประกอบด้วยราคะ) 
สโทสจิตฺตํ จิตมีโทสะ หรือจิตที่ประกอบด้วยโทสะ, สโมหจิตฺตํ จิตมีโมหะ จิตที่ประกอบด้วยโมหะ..

หรือ 

โลภจิต- โลภมูลจิต ..ก็คือ จิตที่มีโลภะ, จิตที่ประกอบด้วยโลภะ, หรือจิตที่มีโลภเจตสิกเป็นมูล
โทสจิต- โทสมูลจิต, โมหจิต- โมหมูลจิต ก็ทำนองเดียวกัน…

คำว่า “เจตสิก” แปลว่า “ประกอบกับจิต หรือประกอบในจิต” (เจตสิ นิยุตฺตํ = เจตสิกํ) ธรรมใดที่ประกอบในจิต (โดยอาการ ๔ อย่าง) ธรรมนั้น ชื่อว่า “เจตสิก” ฯ

อาการ ๔ อย่างนั้น ก็คือ
๑. เกิดพร้อมกัน
๒. ดับพร้อมกัน
๓. มีอารมณ์เป็นอันเดียวกัน
๔. มีที่อาศัย(วัตถุ) อย่างเดียวกัน (เฉพาะในปัญจโวการภูมิ)
ท่านเรียก ธรรมอะไร ๆ ก็แล้วแต่ ที่ประกอบกับจิตโดยอาการ ๔ อย่างนี้ ว่า “เจตสิก”
– โลภะ นั่นแหละเป็นเจตสิก เพราะโลภะประกอบกับจิต, จิตนั้น ก็พลอยได้ชื่อว่า “โลภจิต”
– เอกัคคตา นั่นแหละเป็นเจตสิก เพราะ เอกัคคตาประกอบกับจิต, จิตนั้นท่านก็เรียกว่า “เอกัคคตาจิต”
– โทสะ, โมหะ, …. ก็ทำนองเดียวกัน //
ท่านจะกล่าวสั้น ๆ ว่า “เอกัคคตาจิต” ความหมายก็คือ จิตที่ประกอบกับเอกัคคตา (สภาวธรรมที่ทำให้จิตที่ตั้งมั่น, มั่นคงอยู่ในอารมณ์เดียว) นั่นเอง

ตัวอย่างในพระไตรปิฎก

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๙ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๑
สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค วิภังคสูตรที่ ๒ ว่าด้วยหน้าที่ของอินทรีย์ ๕

[๘๖๘] ก็สมาธินทรีย์เป็นไฉน? ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ กระทำ
นิพพานให้เป็นอารมณ์แล้วได้สมาธิ ได้เอกัคคตาจิต อริยสาวกนั้น สงัดจากกาม สงัดจากอกุศล
ธรรม บรรลุปฐมฌาน มีวิตก วิจาร มีปีติและสุข เกิดแต่วิเวกอยู่ บรรลุทุติยฌาน มีความ
ผ่องใสแห่งจิตในภายใน เป็นธรรมเอก ผุดขึ้น ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร เพราะวิตกวิจารสงบไป
มีปีติและสุขเกิดแต่สมาธิอยู่ เธอมีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยนามกาย เพราะปีติ
สิ้นไป บรรลุตติยฌาน ที่พระอริยเจ้าทั้งหลายสรรเสริญว่า ผู้ได้ฌานนี้เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติอยู่
เป็นสุข เธอบรรลุจตุตถฌาน ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข เพราะละสุขและทุกข์ และดับโสมนัสโทมนัส
ก่อนๆ ได้ มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่ นี้เรียกว่า สมาธินทรีย์.
—————————
อุทาหรณ์เปรียบเทียบ จิตกับธรรมอย่างหนึ่ง(เจตสิก) ไม่ใช่อย่างเดียวกัน //

พระไตรปิฎกเล่มที่ 31 พระสุตตันตปิฎก เล่ม 23 ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค ปัญญาวรรค อิทธิกถา

[๖๘๓] บท ๘ แห่งฤทธิ์เป็นไฉน ฯ
ถ้าภิกษุอาศัยฉันทะได้สมาธิ ได้เอกัคคตาจิต ฉันทะไม่ใช่สมาธิ สมาธิ
ไม่ใช่ฉันทะ ฉันทะเป็นอย่างหนึ่ง สมาธิเป็นอย่างหนึ่ง ถ้าภิกษุอาศัยวิริยะได้
สมาธิ ได้เอกัคคตาจิต วิริยะไม่ใช่สมาธิ สมาธิไม่ใช่วิริยะ วิริยะเป็นอย่างหนึ่ง
สมาธิเป็นอย่างหนึ่ง ถ้าภิกษุอาศัยจิตได้สมาธิ ได้เอกัคคตาจิต จิตไม่ใช่สมาธิ
สมาธิไม่ใช่จิต จิตเป็นอย่างหนึ่ง สมาธิเป็นอย่างหนึ่ง ถ้าภิกษุอาศัยวิมังสาได้สมาธิ
ได้เอกัคคตาจิต วิมังสาไม่ใช่สมาธิ สมาธิไม่ใช่วิมังสา วิมังสาเป็นอย่างหนึ่ง สมาธิ
เป็นอย่างหนึ่ง บท ๘ แห่งฤทธิ์นี้ ย่อมเป็นไปเพื่อความได้ฤทธิ์ … เพื่อความแกล้ว
กล้าด้วยฤทธิ์ ฯ

ทำนองเดียวกัน “เอกัคคตา ก็ไม่ใช่จิต, จิตก็ไม่ใช่เอกัคคตา” แต่เอกัคคตาไปประกอบอยู่ในจิต จิตนั้น จึงเรียกว่า “เอกัคคตาจิต” //