ถ้าว่าตามหลักพุทธศาสนาแท้ ๆ แล้ว ถือว่าไม่ถูกต้อง // ถ้าคนจะทำความดี เพราะเหตุอย่างใดอย่างหนึ่ง มีการเห็นว่าคน ๆ นั้น หน้าตาเหมือนเราบ้าง…หรือเพราะเห็นว่าคน ๆ นั้น เป็นคนแก่…เป็นผู้หญิง…เป็นเด็ก…เป็นคนมีท้อง…เป็นพรรคพวกของเรา ญาติของเรา…เป็นคนในศาสนาเรา…สีเสื้อเดียวกับเรา..ฯลฯ… หรืออื่น ๆ ที่นอกเหนือไปจากการเห็นว่าการกระทำนั้น “เป็นความดี” การกระทำนั้นไม่จัดว่าเข้าข่ายทำความดี ตามหลักของพุทธศาสนาแท้ ๆ // (อาจจะพอเป็นสิ่งที่น่าชื่นชมได้บ้างในสายตาชาวโลก)
– หรือการกระทำใด ไม่เป็นไปเพื่อกำจัดขัดเกลากิเลสภายในใจของตนเอง (สัลเลขธรรม) การกระทำนั้นก็ยังไม่เข้าข่ายทำความดีตามหลักพุทธศาสนา
– หรือการกระทำใด มุ่งหวังผลตอบแทนอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่ไม่ใช่ปัญญาอันยิ่ง อันนำไปสู่ความหลุดพ้น…การกระทำนั้นก็ยังไม่เข้าข่ายทำความดีตามหลักพุทธศาสนา
บางคน ทำความดีเพื่อมุ่งหวังแค่คำว่า “ขอบคุณ” ก็มี …. เห็นผู้หญิงขี้นมาบนรถ อุตส่าห์ลุกให้เขานั่ง พอเขานั่งลง เขาไม่กล่าวคำว่า “ขอบคุณ” ยังนึกตำหนิในใจว่า “คนอะไร อุตส่าห์ลุกให้นั่ง แค่คำขอบคุณก็ไม่มี” ความดีแบบนี้ คือความดีจอมปลอม… ไม่เข้าหลักความดีในพุทธศาสนาเลย… และมีอุทาหรณ์อย่างอื่น ๆ อีกเยอะ…. ที่ผู้ทำความดีจอมปลอมทั้งหลาย มุ่งหวังสิ่งตอบแทนอย่างใดอย่างหนึ่ง…
– แม้โดยที่สุด การประพฤติ ปฏิบัติธรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง เพียงแค่มุ่งหวังความสบาย เพื่อการหายจากอาการป่วยจากโรคบางอย่าง…ก็ยังไม่จัดว่าประพฤติปฏิบัติธรรมตามความมุ่งหมายของพุทธศาสนา…

ความมุ่งหมายของการทำความดี หรือการประพฤติปฏิบัติธรรมในทางพุทธศาสนา คือ ต้องเห็นว่า “การกระทำนั้นเป็นความดี เป็นกุศล เป็นการขัดเกลา หรือกำจัดกิเลสภายในใจของตนเอง” การเห็นตรงนี้ เป็นอาการของปัญญา เป็นสัมมาทิฏฐิ ฯ (สัมมาทิฏฐิ ในองค์มรรค ๘ ถึงต้องมาเป็นอันดับแรกไง)

ถ้าเห็นว่า ทำความดีแล้ว มันเป็นสิ่งที่ดี เป็นกุศล ขัดเกลากิเลสของตนได้ คนเราจะทำความดี หรือทำกุศลได้ทุกที่ทุกสถานทุกกาลเวลา ทำได้กับทุกบุคคล ไม่เลือกชั้นวรรณะ ไม่เลือกสถานะ ไม่ต้องไปเลือกที่หน้าตา…

VeeZa