ตอบคำถามที่ว่า :- 

๑. เพราะเหตุใด โลกุตตรจิต จึงนับเป็น ๘ ? และเพราะเหตุใด จึงนับเป็น ๔๐
๒. โลกุตตรจิต ที่ไม่จัดเป็นฌานจิต มีหรือไม่ ? อย่างไร ?

– เราเรียกว่า มรรคจิต ๔ เป็นการเรียกตามการเกิดขึ้นนของมรรค เพราะมรรค เกิดได้เพียง ๔ ครั้ง คือ

๑. เกิดขึ้นครั้งแรก เรียกว่า โสดาปัตติมรรค
๒. เกิดขึ้นครั้งที่ ๒ เรียกว่า สกทาคามิมรรค
๓. เกิดขึ้นครั้งที่ ๓ เรียกว่า อนาคามิมรรค
๔. เกิดขึ้นครั้งที่ ๔ เรียกว่า อรหัตตมรรค
(ไม่มีเกิดขึ้นเป็นครั้งที่ ๕.๖.๗…)
เพราะการทำกิจในการประหาณอนุสัยกิเลส ได้สิ้นสุดลงพร้อมกับอรหัตตมรรค เพราะฉะนั้น จึงไม่มีกิเลสต้องให้ละอีก … ดังที่พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า “…อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว, กระทำให้ถึงซึ่งที่สุดทุกข์แล้ว กิจอื่นที่จะต้องทำให้ยิ่งไปกว่านี้ ไม่มีอีกแล้ว”

ฌาน มี ๒ อย่าง

๑. อารัมมณูปนิชฌาน ฌาน คือการเข้าไปเพ่งอารมณ์สมถกรรมฐาน ๔๐,  (สามัญญผลแห่งอารัมมณูปนิชฌาน คือ รูปาวจร/อรูปาวจรกุศล-กิริยา)

๒. ลักขณูปนิชฌาน ฌาน คือการเพ่งลักษณะของรูป-นาม โดย อนิจจลักขณะ,ทุกขลักขณะ,และอนัตตลักขณะ…เป็นบุรพภาคแห่ง มรรคจิต-ผลจิต (สามัญญผลของลักขณูปนิชฌาน ก็คือ มรรค-ผล, นิพพาน) // มรรคจิตที่เกิดขึ้น จึงประกอบด้วยองค์ฌาน คือ วิตก วิจาร ปีติ สุข เวทนา และเอกัคคตา / มรรคจิต-ผลจิต จัดเป็นอัปปนาชวนะ ดังนั้นองค์ฌานคือ เอกัคคตาที่ประกอบ จึงจัดว่าเป็นอัปปนาสมาธิ / (เอกัคคตา เป็นได้ทั้งองค์ฌาน และองค์มรรค)
– หากองค์ฌานทั้ง ๕ เกิดพร้อมกับการบรรลุโสดาปัตติมรรค / โสดาปัตติมรรคนั้น ก็ต้องเรียกว่า ปฐมฌานโสดาปัตติมรรคจิต
– หากเกิดพร้อมด้วยองค์ฌาน ๔ (เว้น วิตก) / โสดาปัตติมรรคนั้น ก็ต้องเรียกว่า ทุติยฌานโสดาปัตติมรรคจิต
– หากเกิดพร้อมด้วยองค์ฌาน ๓ (เว้น วิตก, วิจาร) / โสดาปัตติมรรคนั้น ก็ต้องเรียกว่า ตติยฌานโสดาปัตติมรรคจิต
– หากเกิดพร้อมด้วยองค์ฌาน ๒ คือ สุข, เอกัคคตา (เว้น วิตก,วิจาร,ปีติ) / โสดาปัตติมรรคนั้น ก็ต้องเรียกว่า จตุตถฌานโสดาปัตติมรรคจิต
– หากเกิดพร้อมด้วยองค์ฌาน ๒ คือ อุเบกขา, เอกัคคตา (เว้น วิตก,วิจาร,ปีติ) / โสดาปัตติมรรคนั้น ก็ต้องเรียกว่า ปัญจมฌานโสดาปัตติมรรคจิต
ในมรรคที่เหลือ ก็ทำนองเดียวกัน

* ส่วนในผลจิต ก็มีคติเป็นไปตามมรรคจิต

เพราะฉะนั้น การนับโลกุตตรโดยความเป็นจิต ควรนับเป็น มรรคจิต ๒๐, ผลจิต ๒๐ ตามการเกิดขององค์ฌาน (เหมือนกับการนับรูปวจรกุศล-วิบาก-กิริยา เป็นอย่างละ ๕ ก็เพราะนับด้วยอำนาจขององค์ฌานที่ประกอบ)   
การนับโลกุตตรจิตเพียง ๘ คือ มรรคจิต ๔, ผลจิต ๔ เป็นการนับแบบการเกิดขึ้นทำกิจของมรรค ไม่ใช่นับตามการเกิดขึ้นของจิตที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริง

แต่โดยภาวะแล้ว
– ปฐมฌานโสดาปัตติมรรคจิต ๑, ทุติยฌานโสดาปัตติมรรคจิต ๑, ตติยฌานโสดาปัตติมรรคจิต ๑, จตุตถฌานโสดาปัตติมรรคจิต ๑, ปัญจมฌานโสดาปัตติมรรคจิต ๑, ทั้งหมด ย่อมถึงการนับเป็น ๑ เพราะเกิดได้เพียงครั้งเดียว, ไม่ใช่เกิดครั้งแรกเป็นปฐมฌานโสดาปัตติมรรคแล้ว ครั้งที่สองเป็นทุติยฌานโสดาปัตติมรรค…อย่างนี้ไม่ใช่ / การเกิดเพียงครั้งเดียวในบุคคล คนหนึ่ง ๆ นั้น เป็นการเพ่งถึงกิจของมรรค ที่ทำหน้าที่ประหาณอนุสัยกิเลสเป็นสมุจเฉทปหาณ, ไม่ได้เพ่งถึงการเกิดขึ้นของจิตและธรรมที่ประกอบร่วม ทั้งธรรมที่เป็นองค์มรรค, ธรรมที่เป็นองค์ฌาน, และเจตสิกธรรมอื่น ๆ

* ในสกทาคามิมรรค อนาคามิมรรค อรหัตตมรรค ก็ทำนองเดียวกัน ….ฯ

การนับมรรคจิต เป็น ๒๐, ผลจิตเป็น ๒๐ นั้น ถือว่าถูกต้อง เพราะเวลาเอามรรคจิตผลจิตไปจำแนกโดยอริยสัจจ์ ๔ แล้ว จะต้องมีการบอกด้วยว่า-

องค์มรรค ๘ ที่ใน ปฐมฌานโสดา-สกทาคา-อนาคา-อรหัตตมรรค เป็นมรรคสัจจ์, องค์มรรค ๗ (เว้นวิตก) ที่ใน ทุติยฌานโสดา-สกทาคา-อนาคา-อรหัตตมรรค…..ปัญจมฌานโสดา-สกทาคา-อนาคา-อรหัตตมรรค เป็นมรรคสัจจ์,
หรือแม้จะกล่าวสั้น ๆว่า องค์มรรค ๘ หรือ ๗ (เว้นวิตก) ที่ในมรรคจิต จัดเป็นมรรคสัจจ์ ก็ยังทำให้เห็นว่า มีการนับมรรคจิตตามฌานจิตทั้ง ๕
มรรคจิตตุปบาทที่เหลือ ๒๙ (จิต๑+เจตสิก ๒๘) เป็นสัจจะวิมุตติ (มาถึงตอนนี้ มรรคจิตนับรวมเป็น ๑)

มรรคจิต และผลจิต ที่พ้นจากความเป็นฌานจิต จึงไม่มี

—————–/////——————

ภาคผนวก

ข้อความจาก :- พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม ของท่าน ปอ. ปยุตฺโต (ประยุทธ์ อารยางกูร ปยุตฺโต)

[7] ฌาน 2 (การเพ่ง, การเพ่งพินิจด้วยจิตที่เป็นสมาธิแน่วแน่ – meditation; scrutiny; examination)
1. อารัมมณูปนิชฌาน (การเพ่งอารมณ์ ได้แก่ สมาบัติ 8 คือ รูปฌาน 4 และ อรูปฌาน 4 – object-scrutinizing Jhana)
2. ลักขณูปนิชฌาน (การเพ่งลักษณะ ได้แก่ วิปัสสนา มรรค และผล – characteristic-examining Jhana)

วิปัสสนา ชื่อว่า ลักขณูปนิชฌาน เพราะพินิจสังขารโดยไตรลักษณ์
มรรค ชื่อว่า ลักขณูปนิชฌาน เพราะยังกิจแห่งวิปัสสนานั้นให้สำเร็จ
ผล ชื่อว่า ลักขณูปนิชฌาน เพราะเพ่งนิพพานอันมีลักษณะเป็นสุญญตะ อนิมิตตะ และอัปปณิหิตะ อย่างหนึ่ง และเพราะเห็นลักษณะอันเป็นสัจจภาวะของนิพพาน อย่างหนึ่ง

ฌานที่แบ่งเป็น 2 อย่างนี้ มีมาในคัมภีร์ชั้นอรรถกถา.

===============

VeeZa

๙ เมษายน ๒๕๖๒