สืบเนื่องมาแต่ ความไม่เชื่อในกาลามสูตร (มาปิฏกสมฺปทาเนน…มา สมโณ ครุ) ที่ชอบอ้างกันนัก

ร้อยละ 99.99 เราเข้าใจว่า “ธรรมะ คือสภาวธรรมต่าง ๆ เช่น ศรัทธา, สติ, สมาธิ, ปัญญา…… เป็นต้น มีอยู่ในพระไตรปิฎก….มีอยู่ในตำรา…มีอยู่ในคำสอนของครู-อาจารย์….” // แท้จริงแล้ว สภาวธรรมนั้น ๆ ตามที่กล่าวมา ประชุมกันอยู่ในสิ่ง…ที่โลกสมมติเรียกว่า “คนบ้าง, สัตว์บ้าง, เทวดาบ้าง….” ไม่ได้ประชุมกันอยู่ที่ คัมภีร์ ตำรา อักษร ภาษา หนังสือ….// คัมภีร์ ตำรา อักษร ภาษา หนังสือ….เป็นบัญญัติโวหารหรือนิรุตติบัญญัติ ที่ให้เราเข้าถึงหลักความจริงของสภาวธรรมนั้น ๆ คือน้อมเข้าไปสู่อรรถของสภาวะนั้น ๆ… ถ้ายึดเพียงแค่ว่า “ตำราว่าไว้อย่างไร…. แล้วหยุดเพียงแค่ตำรานั้น” เรากำลังเอาความจริงของสภาวธรรมต่าง ๆ ไปใส่ไว้ในตำรา… จริง ๆ แล้วไม่ใช่เลย…. ตำรา ไม่ใช่สิ่งที่เป็นความจริงอย่างที่เรามุ่งหมายถึง…อย่างเช่น

พูดถึงสมมติในทางโลก – เสือที่่เขาเขียนเป็นภาพอยู่ในกระดาษ นั่นไม่ใช่เสือจริง ๆ, เสือจริง ๆ อยู่ในป่า หรือในสวนสัตว์ที่เขาเลี้ยงไว้โน้น…แต่เสือที่เขาเขียนไว้ในกระดาษ เป็นสิ่งที่น้อมจิตของบุคคล ให้รู้ไปถึงเสือที่อยู่ในสวนสัตว์หรือในป่า ที่เป็นอรรถภาวะที่เป็นจริงตามที่บุคคลมุ่งหมาย… //

ในทางธรรม ก็ทำนองเดียวกัน –
พูดถึงเรื่องจิต … จิตไม่ได้อยู่ในตำรา… แต่จิตอยู่ที่คน หรือสัตว์ ที่เราสมมติบัญญัติขึ้น…จิต คือสิ่งที่กำลังรับรู้อารมณ์ทาง ตา หู จมูก…// โลภะ โทสะ โมหะ เมตตา กรุณา…เป็นต้น ก็ทำนองเดียวกัน…

ความไม่เข้าใจในเรื่องนี้…มีถึงขนาดคนบางคน หรือพระหลาย ๆ รูป ก็ยังไปพูดในทำนองว่า “อภิธรรม ไม่ใช่พุทธพจน์” จริง ๆ ก็คือ ท่านเหล่านั้น กำลังเอาสภาวธรรม คือ จิต เจตสิก รูป นิพพาน ที่เป็นเนื้อหาโดยสรูปของอภิธรรม… ไปใส่ไว้ในตำรา ที่เราอ้างกันว่าเป็นพุทธพจน์… ตำราที่ท่านทั้งหลายกำลังพูดถึงนั้น ก็ไม่ใช่จิต เจตสิก รูป นิพพาน…ไม่ใช่อภิธรรม… แต่จิต เจตสิก รูป หรือ นิพพาน ที่เรียกว่า “อภิธรรม” นั้น ได้แก่ สิ่งที่เกิดขึ้น เป็นไป ในคนและสัตว์ ในเรา ๆ ท่าน ๆ ทั้งหลาย นี่เอง….
หรือแม้สภาวธรรมอื่น ๆ ที่เราดึงออกมาจากคำว่า  “เจตสิก” เช่น โลภะ โทสะ โมหะ วิริยะ สติ กรุณา, มุทิตา…ปัญญา เป็นต้น… ก็เป็นสภาวธรรมที่ไม่ใช่อยู่ที่ตำรา…แต่อยู่ในบุคคล มนุษย์ สัตว์ เทวดา…ตามสมมติโวหารที่เราใช้พูดกัน….
จิต เจตสิก รูป นิพพาน…โลภะ,โทสะ,โมหะ….สัพพกิเลส หรือ คุณธรรมต่าง ๆ ล้วนมีมาก่อนที่พระพุทธเจ้าจะอุบัติ… / พระพุทธเจ้าจะอุบัติ หรือไม่อุบัติ สิ่งนั้น ๆ ก็มีมาก่อนแล้ว… สมัยที่พระพุทธเจ้าเป็นพระโพธิสัตว์…เป็นเจ้าชายสิทธัตถะ…ก็มี จิต เจตสิก รูป นิพพาน มีกิเลส…มีคุณธรรมต่าง ๆ เช่น ศรัทธา สติ หิริ โอตตัปปะ….มาแล้ว… ตัวตนของพระพุทธเจ้านั่นแหละ คือจิต เจตสิก รูป ที่เราเรียกว่า “ขันธ์ ๕” ซึ่งประชุมรวมกันอยู่..(อนัตตลักขณะสูตร พระสูตรลำดับที่สอง ก็พูดเรื่องขันธ์ ๕ ทั้งนั้น) สิ่งที่พระพุทธเจ้าบรรลุ คือ นิพพาน….แล้วจะไปสนใจอะไรกับคำว่า “พระอภิธรรม (จิต เจตสิ รูป นิพพาน) ไม่ใช่พุทธพจน์” …..
และแท้จริง ในพระสูตร หรือในพระวินัย ท่านก็กล่าวเรื่อง จิต เจตสิก รูป นิพพาน นั่นแหละ… แต่แทบทุกคน ก็ไม่เข้าใจ…นี่คือความด้อยค่า ด้อยราคา ด้อยปัญญา ไม่รู้ธรรมะของพระพุทธองค์ ของพุทธบริษัทไทย…. ///

บุคคล สมาทานคำว่า “ปาณาติปาตา เวรมณี….สมาทิยามิ” ข้าพเจ้าขอสมาทานสิกขาบท คือการงดเว้นจากการยังสัตว์มีปาณะให้ตกล่วงไป…. แค่น้้น จัดว่าเป็นผู้มีศีลข้อนั้น… ยังไม่ใช่… จะมีศีลข้อนี้ ก็ต่อเมื่อ โดยโลกียะ บุคคลนั้นไปประจวบเข้ากับสัตว์ที่ตนเองสามารถจะฆ่าได้ (วิรมิตัพพวัตถุ)….แต่บุคคลนั้นงดเว้นไม่ฆ่า (วิรตี) จึงจัดว่าเป็นผู้มีศีล….(เพราะการงดเว้น) / ส่วนในขณะสมาทานศีล รับศีลนั้น ยังไม่จัดว่ามีศีล เพียงแต่มีเจตนาในเบื้องต้น ว่าจะไม่ฆ่า เท่านั้น

(วิรตีที่เป็นองค์มรรค ในโลกุตตรจิต มีนิพพานเป็นอารมณ์ ไม่ใช่มีวิรมิตัพพวัตถุเป็นอารมณ์) 

แท้จริง “เจตนา” ก็จัดว่าเป็นศีลได้ แต่เมื่อกล่าวโดยที่ศีลจะสมบูรณ์ได้นั้น บุคคลต้องประจวบเข้ากับวิรมิตัพพวัตถุ (วัตถุที่ตนพึงเว้น) ก่อน และวิรตี (สัมมากัมมันตะ, สัมมาวาจา) เกิดขึ้นในขณะนั้น จึงจะจัดได้ว่า “มีศีล” // เพราะความมีศีล และไม่มีศีล ตัดสินตรงความก้าวล่วง และไม่ก้าวล่วง ซึ่งเป็นไปทางกาย และวาจา ในขณะแห่งบุคคลประจวบเข้ากับวิรมิตัพพวัตถุเท่านั้น… ไม่ได้ตัดสินกันในทางใจอย่างเดียว (เจตนา เป็นธรรมที่ประกอบในทางใจอย่างเดียว, มีเจตนาจะฆ่า แต่สรุปแล้วไม่ได้ฆ่า… อย่างนี้ จัดว่ายังไม่ละเมิดศีล)

เมื่อว่า โดยองค์รวมตามสภาวะแห่งธรรมนิยามแล้ว แม้ในขณะที่วิรตีเกิดขึ้น ในขณะนั้นก็ถือว่ามีเจตนาประกอบอยู่ด้วย…(เพราะเจตนาเป็นสัพพจิตตสาธารณเจตสิก ประกอบได้ในจิตทุกดวง) ดังนั้น ท่านจึงกล่าวว่า “แม้เจตนา ก็เป็นศีล” … แท้จริง คุณธรรมอื่น ๆ ก็ทำให้ศีลสำเร็จได้เช่นกัน เช่น หิริ โอตตัปปะ อโลภะ อโทสะ….. เป็นต้น แต่โดยความแล้ว ต้องถือเอา วิรตีเท่านั้นเป็นใหญ่ในองค์แห่งศีล ดังนั้นในมรรคมีองค์ ๘ ท่านจึงจัดเอา สัมมาวาจา,สัมมากัมมันตะ,สัมมาอาชีวะ ซึ่งก็ได้แก่ วิรตีทั้ง ๓ อย่าง นั่นเอง เป็นศีลขันธ์ กองแห่งศีล ไม่ได้จัดเอาเจตนาว่าเป็นองค์แห่งศีลเลย…(แต่เจตนา ก็ประกอบกับวิรตี นั่นแหละ) //

แล้วให้เชื่ออะไร ?

เชื่อตามสภาวธรรมที่เป็นจริง … สภาวธรรมที่เป็นจริงนั้น อาจถูกถ่ายทอด หรือถูกบันทึกด้วยบัญญัติโวหาร นิรุตติโวหารที่อยู่ในตำรา… ส่วนเมื่อบุคคล ได้ประจักษ์สภาวธรรนั้น ๆ โดยความจริงอันเป็นปรมัตถ์แล้ว บุคคลจะไม่เชื่อในตำรา แต่จะเชื่อในประสบการณ์จริงของตน…

ดังที่พระพุทธองค์ตรัสว่า

“อสฺสทฺโธ อกตญฺญู จ       สนฺธิจฺเฉโท จ โย นโร

หตาวกาโส วนฺตาโส        ส เว อุตฺตมปุริโส ฯ 

ผู้ที่ไม่มีความเชื่อ อกตัญญู ตัดที่ต่อ หมดโอกาส หมดหวังแล้ว นั่นแล เป็นบุรุษสูงสุด ฯ 

ความหมายในที่นี้ คือ “ไม่ใช่ไม่เชื่อ”  แต่ เมื่อรู้แจ้งประจักษ์ด้วยตนเองแล้ว ไม่ต้องเชื่อตามคำพูดของผู้นั้น หรือตามตำรานั้น อีก แต่จะมีความเลื่อมใส มากยิ่งขึ้น //

===========

VeeZa

๓๐ มีนาคม ๒๕๖๒