นี่คือการแสดงธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

– มีทั้งปรมัตถ์, บัญญัติ
– มีทั้ง ลักษณะ,รส,ปัจจุปัฎฐาน(ผล), และปทัฏฐาน (สิ่งที่เป็นเหตุใกล้ให้เกิด)
– มีทั้งปรมัตถสัจจะ, และสมมติสัจจะ
– มีทั้งเหตุ, ทั้งผล
– มีทั้งอุปมา อุปไมย

(เพราะเหตุนี้แล พระอานนท์เถระ จึงกล่าวไว้ในคราวกระทำปฐมสังคายนาว่า “นานานยปริปุณฺณํ ธมฺมตฺถเทสนาปฏิเวธคมฺภีรํ….. สตฺถุ วจนํ” พระดำรัสของพระศาสนา เต็มไปด้วยนัยหลายหลาก ลุ่มลึกด้วย เหตุ-ผล-เทสนา-และปฏิเวธ ฯ)

ชื่อว่า “โลภะ” เพราะ อรรถว่าเป็นเครื่องอยากได้, อยากได้เอง, หรือเพียงอยากได้ // ตรงนี้ กำลังแสดงสภาวะปรมัตถธรรมชนิดหนึ่่ง ที่ไม่ใช่สัตว์, ไม่ใช่ชีวะ, เป็นเพียงสภาวะ ….สภาวะชนิดนี้ เกิดกับจิต ทำให้จิตมีความโลภ, อยาก, ติดใจ, ชื่นชม, ยินดี …ในอารมณ์ต่าง ๆ…สภาวะเช่นนี้ สมมติเรียกว่า “โลภะ”
(เสียงที่เปล่งออกมาเรียกว่า “สัททะบัญญัติ, ตัวหนังสือ หรืออักษรที่ใช้แทนเสียง…ก็เป็นบัญญัติ เรียกว่า “นิรุตติบัญญัติ” หรือ “โวหารบัญญัติ”….ชื่อที่ใช้เรียกสภาวะที่ยินดี,พอใจ,ติดใจในกามคุณอารมณ์ นั้นว่า “โลภะ” จัดเป็นนามบัญญัติ คือบัญญัติชื่อเพื่อให้เรียกสภาวธรรมนั้นได้)
คำว่า “มนุษย์มีความโลภ” หรือ “มีตัณหา ถูกกระแสแห่งตัณหาพัดพาไป” เป็นการแสดงทั้งสภาวะปรมัตถ์ และบัญญัติ ควบคู่กันไป เป็นบัญญัติทางภาษา หรือโวหาร….เพื่อสื่อให้เวไนยสัตว์ได้เข้าใจเข้าถึงอรรถะแห่งปรมัตถ์นั้น

(ที่ชื่อว่า “ปรมัตถ์” เพราะสภาวะ คือความโลภ นี้ จะคงสภาวะของตนอยู่อย่างนั้น คือ เกิดเมื่อใด ก็มีความอยาก, ติดใจ….ในอารมณ์นั้น ๆ ทุกคราว จึงได้ชื่อว่า “ปรมัตถ์”, และตัวสภาวะคือ “โลภะ” นั้น ยังเป็นประธานในการให้เกิดอัตถะบัญญัติ และนามบัญญัติ …)

โลภะ นั้น มีการยึดติดอารมณ์ (เป็นลักษณะ) ดุจลิงติดตัง (เป็นอุปมา) (โลภะเป็นอุปไมย, ส่วนคำว่า “ดุจลิงติดตัง” เป็นอุปมา)
โลภะ นั้น มีการเกาะเกี่ยวกับอารมณ์ (เป็นกิจ) ดุจชิ้นเนื้อที่เขาใส่ไปในกระทะร้อน ฯ นี่เป็น อุปมา)
โลภะ นั้น มีการไม่บริจาค, คือตระหนี่ (เป็นผล หรือเป็นปัจจุปัฏฐาน) ดุจสีแห่งน้ำมันและยาหยอดตา เป็นอุปมา
โลภะ นั้น มีความเห็นในธรรมที่เป็นอารมณ์ของสังโยชน์ ว่าเป็นสิ่งน่ายินดี เป็นปทัฏฐาน คือเป็นเหตุใกล้ให้เกิด
โลภะ บางครั้งเรียกว่า “ตัณหา” นั้น พัดพาสัตว์ไปสู่อบาย ดุจแม่น้ำมีกระแสเชี่ยว พัดพาสัตว์ไปสู่มหาสมุทร ฉะนั้น
(คำว่า “สัตว์” เป็นสัตวบัญญัติ)
(คำว่า “พัดพา…ดุจกระแสน้ำเชี่ยว….” เป็นคำอุปมา ซึ่งเป็นบัญญัติโวหาร สิ่งสมมติขึ้น)
(คำว่า “ภพ,ภูมิ…บางครั้งหมายเอาปรมัตถ์, บางครั้งก็เป็นโวหารบัญญัติ หรือนิรุตติบัญญัติ)

สรุป โวหารบัญญัติ, สัตวบัญญัติ, สัททะบัญญัติ, อัตถะบัญญัติ….. ล้วนมีสภาวะปรมัตถ์เป็นฐานให้ทั้งนั้น …. เช่น
เราพูดว่า “คน, มนุษย์,สัตว์,เทวดา,พรหม…” ล้วนมีขันธ์ ๕ (รูป,เวทนา,สัญญา,สังขาร,วิญญาณ ที่รวมกันอยู่) เป็นฐานให้ทั้งนั้น …. ถ้าไม่มีขันธ์เสียแล้ว คำร้องเรียกว่า “คน, มนุษย์,สัตว์,เทวดา,พรหม…” ก็มีไม่ได้…

(คำอุปมา เป็นสมมติบัญญัติ , ส่วนคำอุปไมยนั้น เป็นสภาวปรมัตถ์)

======================
VeeZa
๔ มกราคม ๒๕๖๒