ในบทสวดธรรมจักรกัปวัตนสูตร ทำนองอินเดีย (มีดนตรีประกอบ)
เวลาออกเสียงคำว่า “สงฺขิตฺเตน” เขาจะออกเสียงคำว่า “เตน” เป็นเสียงแบบ น สะกด เหมือนอ่านภาษาไทย เรียกว่า ออกเสียงแบบมีพยัญชนะเป็นที่สุด ซึ่งเป็นลักษณะของภาษาสันสกฤต หรือภาษาฮินดี้ (อินเดีย)

แต่ถ้าออกเสียงตามบาลี จะออกเสียงเป็น เตนะ(เต-นะ) คือจะต้องมีเสียงสระเป็นที่สุดเสมอ จะมีพยัญชนะเป็นที่สุดไม่ได้ เว้นแต่ศัพท์ที่มีนิคหิตเป็นที่สุดแห่งศัพท์  เช่น คำว่า พุทฺธํ (พุท-ธัง)ให้ถือว่า มีพยัญชนะ คือนิคหิตเป็นที่สุดแห่งศัพท์, “นิคหิต” นั้น เป็นพัญชนะที่ไปตามหลังสระ อ อิ อุ เสมอ  (คำว่า เตน อ่านว่า เต-นะ คือมีเสียงสระ อะ เป็นที่สุดตรงพยางค์ “นะ”)

ภาษาไทย กำหนดให้ อ อ่าง เป็นพยัญชนะ ส่วนในภาษาบาลีที่ยืมอักษรไทยไปเขียนแทนสำนเสียงที่เปล่งออกมานั้น ไม่มี อ อ่างที่เป็นพยัญชนะ  / เสียงที่เปล่งออกมาที่มีลักษณะของ อ จัดว่าเป็นเสียงสระทั้งหมด อย่างคำว่า “อานนฺโท”  คำว่า “อา” นั้น เป็นรูปของสระ -า แต่เขียนจริง เอา อ อ่างที่ไทยกำหนดให้เป็นพยัญชนะ ไปใช้ กลายเป็น  อา (อานันโท) 

นี่คือความต่างกันอย่างหนึ่งของภาษาบาลี กับภาษาสันสกฤต (หรือภาษาฮินดี้)

ศิลปิน (ปิน) อ่านแบบ น สะกดไปเลย นี่แบบสันสกฤต (มีพยัญชนะเป็นที่สุดแห่งศัพท์)
ภาษาบาลี เปลี่ยนรูปเป็น สิปฺป (อ่านว่า สิปฺ-ปะ) มีเสียงสระอะ เป็นที่สุด (มีสระเป็นที่สุดแห่งศัพท์)
แม้มีรูปเป็นคำวิเศษณ์ เป็นวิเสสนะของบุคคล มีรูปศัพท์เป็น สิปฺปิน (สิปฺ-ปิ-นะ) ก็มีสระเป็นที่สุดแห่งศัพท์

คำว่า “อุปาทาน” ความยึดถือ, ความยึดมั่น เป็นชื่อของ โลภะ และทิฏฐิ
– โลภะ ความอยาก, ติดใจ, เพลิดเพลิน, ยินดีในกามอารมณ์, รูปอารมณ์, อรูปอารมณ์, ความยินดี พอใจ ในกามภพ,รูปภพ,อรูปภพ…
– ทิฏฐิ ความเห็นผิดจากความเป็นจริง
ความยินดีพอใจ และความเห็นผิดจากความเป็นจริงในขันธ์ ๕ ชื่อว่า “ปัญจุปาทานักขันธ์” //
ทิฏฐิ ความเห็นผิดในที่นี้ มีโลภะ คือความติดใจ เพลิดเพลินในขันธ์ เป็นฐานให้เกิด
ทิฏฐิ จะเกิดขึ้นได้ ย่อมต้องอาศัยโลภะเป็นฐานให้เสมอ จะขาดโลภะไม่ได้
ส่วนโลภะนั้น เกิดร่วมกับทิฏฐิ ก็ได้ บางครั้ง เกิดโดยไม่มีทิฏฐิร่วมก็ได้ เช่น โลภะที่เกิดกับพระอริยบุคคลขั้นต่ำ ๓ (โสดา,สกทาคา,อนาคา) เพราะพระอริยบุคคลขั้นต่ำ ๓ จำพวกนั้น ละทิฏฐิ ได้เด็ดขาดแล้ว เมื่อโลภะมูลจิตเกิดขึ้น จึงไม่มีทิฏฐิเข้าประกอบ // ส่วนพระอรหันต์ ไม่มีทั้งทิฏฐิ และโลภะเกิดได้เลย ฯ

ขันธ์ ๕ ที่จัดว่าเป็นทุกข์นั้น มีลักษณะความเป็นทุกข์ ๒ นัย คือ
๑. ทุกข์เพราะมีการเสวยอารมณ์ (เวทนา) เช่น ทุกข์กาย คือได้รับความเย็น ร้อน หนาว…เกินไป…/ ทุกข์ใจ เรียกว่า โทมนัส
๒. ทุกข์เพราะมีความเปลี่ยนแปลงไป (ไม่เที่ยง) ทุกข์ในไตรลักษณ์

ขันธ์ ๕ ที่รวมกันอยู่โดยความเป็น คน, สัตว์… นั้น ย่อมมีทุกข์เกิดขึ้นตามสภาพอยู่แล้ว….. คือ ทุกข์กาย…ทุกข์ใจ (กายิกทุกข์, เจตสิกทุกข์)
– ผู้ที่เป็นปุถุชน พระโสดาบัน,และพระสกทาคามี ย่อมมีทั้งทุกข์กาย และทุกข์ใจ คือมีโทมนัสทางใจ อันเกิดแต่โทสมูลจิตได้
– ส่วนพระอนาคามี และพระอรหันต์ มีทุกข์กายได้ (มีความเย็น-ร้อน…หนาวได้) แต่ไม่มีทุกข์ทางใจ (โทมนัส) เพราะละโทสะได้เด็ดขาดแล้ว

ส่วนความทุกข์ที่เป็นไตรลักษณ์ (อนิจจัง,ทุกขัง,อนัตตา) ย่อมเป็นไปได้ทั้งปุถุชนและพระอริยบุคคลทั้งหมด / แม้พระอรหันต์ สังขารร่างกายของท่าน และวิบากจิต จัดเป็นผลอันเกิดแต่กรรมในอดีต และสืบเนื่องมาแต่ผลแห่งกรรมในอดีตนั้น…ขันธ์ทั้ง ๕ ของท่านยังตกอยู่ในไตรลักษณ์

หากจะกล่าวว่า “พระอรหันต์ เป็นผู้ไม่มีความทุกข์ แม้ยังมีขันธ์อยู่ คือมีชีวิตอยู่” ก็สามารถกล่าวได้ เพราะ ความเป็นพระอรหันต์ กับขันธ์ ๕ นั้น คนละส่วนกัน กล่าวคือ พระอรหันต์ ท่านไม่ยึดขันธ์ ๕ ว่าเป็นตัวตนของท่านอยู่แล้ว / แม้โดยบัญญัติท่านจะปรนนิบัติขันธ์ ๕ นั้น โดยประการต่าง ๆ มีการฉันอาหาร, นุ่งห่มผ้า, อยู่ในที่ร่มมุงบัง…เป็นต้น …แต่โดยภาวะปรมัตถ์ ท่านก็ไม่ได้ยึดถือขันธ์ ๕ นั้นว่าเป็นตัวตนของท่าน เพราะละอุปาทาน  (โลภะ,ทิฏฐิ) ได้โดยเด็ดขาดแล้ว….แม้ท่านจะประสบกับความร้อน หนาว ความเจ็บปวด(ทุกขสหคตกายวิญญาณจิต) หรือโรคภัยต่าง ๆ…แต่ท่านก็ไม่มีความยึดถือในเวทนาต่าง ๆ นั้นว่าเป็นตัวตนของท่านแล้ว… (ท่านไม่ใช่เวทนา, เวทนาก็ไม่ใช่ท่าน…เวทนาไม่มีในท่าน, ท่านไม่มีในเวทนา…เป็นเพียงสภาวธรรมล้วน ๆ ที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป นิสสัตตะนิชชีวะสภาวา) ความเข้าใจของปุถุชนที่มองไปยังท่าน กับความรู้สึกของท่านเกี่ยวกับขันธ์ ๕ นั้น แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง…

เมื่อพระอรหันต์ดับขันธปรินิพพาน (สิ้นชีวิตลง) ย่อมดับรอบ สูญสิ้น (นิพพานํ ปรมํ สุญฺญํ) คือไม่มีขันธ์ ๕ อีกแล้ว เมื่อไม่มีขันธ์ ๕ ก็หมดทุกข์โดยสิ้นเชิง (ไม่ว่าจะเป็นทุกข์ที่เกิดกับร่างกาย หรือเกิดกับใจ หรือทุกข์ที่เป็นไตรลักษณ์) เพราะไม่รู้ว่าจะเอาอะไรมาเป็นตัวทุกข์ เมื่อไม่มีขันธ์ ๕, ทุกข์ที่เป็นไตรลักษณ์ ก็มีไม่ได้ เพราะไม่มีขันธ์ ๕ เช่นเดียวกัน  / ที่ท่านกล่าวว่า “นิพพานเป็นบรมสุข” นั้น ท่านก็กล่าวโดยนัยะที่ตรงกันข้ามกับคำที่ว่า “ทุกข์ดับหมด” นั่นเอง ….อย่างที่พระองค์ตรัสว่า “….พวกเธอ จงประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อกระทำให้ถึงซึ่งที่สุดแห่งทุกข์เถิด” เมื่อถึงซึ่งที่สุดแห่งทุกข์ (คือทุกข์ดับรอบหมด) จึงกลายเป็นความสุขอย่างยิ่ง (นิพพานํ ปรมํ สุขํ) เหมือนอย่างความร้อนเมื่อลดลงถึงที่สุดแล้ว (ไม่มีความร้อน) ก็จะเหลือแต่ความเย็น ฉะนั้น ฯ

================
VeeZa
๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๖๑