คำว่า “เชื่อ” (ศรัทธา) ตามความหมายของภาษาไทย กับภาษาทางคำสอนพุทธฯ ไม่ค่อยตรงกันนัก

ศรัทธา (เชื่อ) ในทางพุทธฯ มุ่งหมายเอาความเชื่อใน…
– พระรัตนตรัย…ความมีอยู่…หรือคุณของพระรัตนตรัย
– เชื่อในกรรม – ผลของกรรม (วิบาก) (ทำดี ดี, ทำชั่ว ชั่ว / ผลของกรรมดี ดี, ผลของกรรมชั่ว ชั่ว….)
– เชื่อว่าสัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของ ๆ ตน / และตน คือสัตว์นั้น ๆ จะเป็นผู้ได้รับผลแห่งกรรมที่ตนได้ทำไปแล้ว ทั้งดีและไม่ดี …
– เชื่อในสัมมาทิฏฐิ ๑๐ ประการ …มี ทานที่ให้แล้ว มีผล… มารดา,บิดา เป็นผู้มีพระคุณ…เป็นต้น
*** ความเชื่อทั้งหมดทั้งปวงนี้…เป็นธรรมที่เป็นฝ่ายดีงาม เกิดกับมหากุศลจิต ….ไม่ใช่เกิดกับอุกศลจิต ///

ส่วนความเชื่อ ที่เป็นไปในทางโลก ไม่เกี่ยวกับความเชื่อที่กล่าวมาข้างต้น ไม่จัดว่าเป็นความเชื่อ (ศรัทธา) แต่เป็นลักษณะอาการของความยินดี พอใจ ชอบใจ ในบุคคล ในคำพูด หรือเรื่องราวต่าง ๆ ที่ตนเองมีทิฏฐิ คือมีความเห็นเป็นไปกับบุคคลนั้น ๆ กับคำพูดนั้น ๆ กับเรื่องราวนั้น ๆ ที่ตนได้รับรู้… คือตรงกับทิฏฐิ ความเห็น ทัศนคติของตน  ตรงกับจริตของตน ตรงกับความโน้มเอียง หรือความถนัดของตน….ตนก็ยินดี พอใจ คล้อยตาม…ปฏิบัติตาม…กระทำตาม…/ อาการ ยินดี พอใจ คล้อยตาม ทำตาม …. นั้นคืออาการที่เรียกว่า “ความเชื่อ” ในความหมายของทางโลก ฯ

อาการคือความยินดี พอใจ นั้น เป็นไปด้วยอำนาจของโลภะ ทิฏฐิ โมหะ... ซึ่งเป็นอกุศลธรรมล้วน ๆ แม้จะมีบุคคลบางคน พยายามอธิบายว่า “ความพอใจ…” นั้น เป็นฉันทะ ก็ได้ “ฉันทะ” แปลว่าความพอใจ, หรือรักใคร่ อย่างคำว่า “ฉันทะ” ในอคติ ๔ “ฉันทาคติ” (ฉันทะ+อคติ) ความลำเพียงเพราะความรักใคร่กัน

แต่ “ฉันทะ” นั้น เป็นเจตสิกธรรม ฝ่ายอัญญสมานเจตสิก (กลุ่ม ปกิณกะ ๖) คำว่า “อัญญสมานเจตสิก” นั้น มีความหมายว่า เป็นเจตสิกธรรมที่เสมอหรือเป็นไปกับเจตสิกธรรมอื่น ๆ เช่น ฉันทะ ไปเข้ากับอกุศล ฉันทะนั้น ก็พลอยเป็นอกุศลตามไปด้วย…เมื่อประกอบกับธรรมฝ่ายโสภณะ มีกุศลเป็นต้น ฉันทะนั้น ก็พลอยเป็นกุศลเป็นต้น ไปด้วย…

อกุศลธรรมที่เป็นโลภะ หรือตัณหา (ความอยาก,ยินดี,พอใจ,รักใคร่…) เป็นอกุศลธรรมที่ละเอียดอ่อนมาก ๆ ว่าโดยผู้ที่จะกำจัดได้นั้น ต้องเป็นพระอรหันต์เท่านั้น… บางครั้งแทบแยกไม่ออกว่า “อาการที่บอกว่าเป็นความรักหรือเมตตา” นั้น เป็นอกุศลธรรม หรือกุศลธรรมแท้จริงหรือไม่ อย่างไร…. เช่น พ่อ-แม่รักลูก …จะแน่ใจได้จริง ๆ หรือไม่ว่า เป็นความรักที่บริสุทธิ์ ที่เรียกว่า “เมตตา” เพราะมีข่าวมากมายถมถืดไป ที่พ่อรักใคร่ลูกสาวด้วยอำนาจของโลภะ คือตัณหาราคะ จนถึงกับมีข่าวข่มขืน กระทำชำเราลูกสาวตนองมากมาย… ในต่างประเทศ มีข่าว มารดาสมสู่กับลูกชายของตนเอง มากมาย….หรือตัวอย่าง ครู-อาจารย์ กับลูกศิษย์ มันไม่แน่ว่า ความรักของครู-อาจารย์กับลูกศิษย์นั้น เป็นไปด้วยอำนาจของ เมตตา หรือ ตัณหาราคะ… //

เพราะฉะนั้น การกระทำของปุถุชน จึงเป็นเรื่องที่ต้องแยกแยะและดูรายละเอียดให้ลึกซึ้ง …

“ตัณหา กับเมตตา” ใกล้เคียงกันมาก คือ มีลักษณะอาการเช่นเดียวกัน ต่างกันก็เพียงว่า “ตัณหา ก็คือโลภะ” เป็นอกุศลธรรมฝ่ายเดียว, ส่วน “เมตตา” องค์ธรรมได้แก่ “อโทสะ” คือความไม่โกรธ ได้แก่ ความรักใคร่ หวังดี ปรารถนาดี ซึ่งเป็นธรรมที่ประกอบกับโสภณธรรม คือธรรมฝ่ายดีงาม มีกุศลจิต เป็นต้น …

==============

VeeZa

๓๑ ธันวาคม ๒๕๖๑

==============

ภาคผนวก

สัมมาทิฏฐิ ๑๐ ประการ

๑. อตฺถิ ทินฺนํ การให้มีผล
๒. อตฺถิ ยิฏฺฐํ การบูชามีผล
๓. อตฺถิ หุตํ การเซ่นสรวงมีผล
๔. อตฺถิ สุกตทุกฺกฏานํ กม์มานํ ผลํ วิปาโก ผลวิบากแห่งกรรมที่ทำดีทำชั่ว มีอยู่
๕. อตฺถิ อยํ โลโก โลกนี้ มี
๖. อตฺถิ ปโร โลโก โลกหน้า มี
๗. อตฺถิ มาตา มารดา มีคุณ
๘. อตฺถิ ปิตา บิดา มีคุณ
๙. อตฺถิ สตฺตา โอปปาติกา สัตว์ที่เกิดผุดขึ้น มีอยู่
๑๐. อตฺถิ โลเก สมณพฺราหฺมณา สมฺมคฺคตา สมฺมาปฏิปนฺนา เย อิมญฺจ โลกํ ปรญฺจ โลกํ สยํ อภิญฺญา สจฺฉิกตฺวา ปเวเทนฺติ สมณพราหมณ์ผู้ประพฤติปฏิบัติชอบทำให้แจ้งโลกนี้และโลกหน้าด้วยปัญญาอันยิ่งเองแล้วสอนผู้อื่นให้รู้แจ้งก็ มีอยู่ในโลกไม่มี

(สามัญญผลสูตร, พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พระไตรปิฎกเล่มที่ ๙ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑ ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค)