คำว่า “บวชนาค” ทำไมต้องใช้คำว่า “นาค”

คำว่า “นาค” ในที่นี้ เป็นคำแทนชื่อของบุคคลที่จะบวช (ฉายา) กล่าวคือ เวลาบวชพระ จะต้องมีการขานชื่อ เรียกชื่อ เพื่อให้เข้ากับการสวดกรรมวาจาซึ่งเป็นภาษาบาลี และจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงวิภัตติ ให้เข้ากับคำสวดกรรมวาจา เช่นคนชื่อ “น้อย” (ภาษาไทย) เวลาจะสวดกรรมวาจา ต้องเอาคำว่า “น้อย” ไปเปลี่ยนวิภัตติตามหลักของไวยากรณ์บาลี ซึ่งคำว่า “น้อย” เป็นคำไทย ภาษาไทย จะประกอบวิภัตติบาลี เปลี่ยนไปตามไวยากรณ์บาลีก็ยากลำบาก ….ท่านจึงตั้งชื่อให้ใหม่ เป็นภาษาบาลี ที่เราเรียกว่า “ฉายา” เพื่อให้ง่ายต่อการแปลงวิภัตติและง่ายต่อการสวดกรรมวาจา…เช่น ตั้งฉายาว่า ธัมมะทีโป เวลาพระกรรมวาจาจารย์นำไปสวด ก็จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงวิภัตติ เป็นต้นว่า…
– ธมฺมทีโป ปฐมาวิภัตติ เอกวจนะ (ประธานในประโยค กัตตุวาจก)
– ธมฺมทีปํ ทุติยาวิภัตติ (แปลว่า ซึ่งท่านธัมมะทีปะ, กะท่านธัมมะทีปะ…)
– ธมฺมทีปสฺส เป็นจตุตถีวิภัตติบ้าง [แปลว่า แก่ท่านธัมมะทีปะ…], เป็นฉัฏฐีวิภัตติบ้าง [แปลว่า ของท่านธัมมะทีปะ…]
– ธมฺมทีป เป็นอาลปนะ (คำร้องเรียก) ลง สิ วิภัตติ แล้วลบ สิ (อ่านว่า ธัม-มะ-ที-ปะ)

(ตัวอย่าง) บทสวดนาคเดี่ยว ญัตติจตุตถกรรมวาจาอุปสมบท โดยที่ผู้บวชได้ฉายาว่า ธัมมะทีโป และพระอุปัชฌาย์ได้ฉายาว่า “ญาณสังวะโร”

สุณาตุ / เม ภันเต สังโฆ// อะยัง ธัมมะทีโป/ อายัสมะโต ญาณะสังวะรัสสะ
อุปะสัมปะทาเปกโข// ปะริสุทโธ อันตะรายิเกหิ ธัมเมหิ// ปะริปุณณัสสะ ปัตตะจีวะรัง//
ธัมมะทีโป/ สังฆัง อุปะสัมปะทัง ยาจะติ/ อายัสมะตา ญาณะสังวะเรนะ อุปัชฌาเยนะ//
ยะทิ/ สังฆัสสะ ปัตตะกัลลัง// สังโฆ/ ธัมมะทีปัง อุปะสัมปาเทยยะ/ อายัสมะตา
ญาณะสังวะเรนะ อุปัชฌาเยนะ// เอสา ญัตติ//

สุณาตุ/ เม ภันเต สังโฆ// อะยัง ธัมมะทีโป/ อายัสมะโต ญาณะสังวะรัสสะ
อุปะสัมปะทาเปกโข// ปะริสุทโธ อันตะรายิเกหิ ธัมเมหิ// ปะริปุณณัสสะ ปัตตะจีวะรัง//
ธัมมะทีโป/ สังฆัง อุปะสัมปะทัง ยาจะติ/ อายัสมะตา ญาณะสังวะเรนะ อุปัชฌาเยนะ//
สังโฆ/ ธัมมะทีปัง อุปะสัมปาเทติ/ อายัสมะตา ญาณะสังวะเรนะ อุปัชฌาเยนะ//
ยัสสายัสมะโต ขะมะติ// ธัมมะทีปัสสะ/ อุปะสัมปะทา/ อายัสมะตา ญาณะสังวะเรนะ
อุปัชฌาเยนะ// โส ตุณหัสสะ// ยัสสะ/ นะ ขะมะติ// โส ภาเสยยะ//

ทุติยัมปิ/ เอตะมัตถัง วะทามิ// สุณาตุ เม ภันเต สังโฆ/ ฯ เป ฯ โส ภาเสยยะ//
ตะติยัมปิ/ เอตะมัตถัง วะทามิ// สุณาตุ เม ภันเต สังโฆ/ ฯ เป ฯ โส ภาเสยยะ//

อุปะสัมปันโน สังเฆนะ/ ธัมมะทีโป/ อายัสมะตา ญาณะสังวะเรนะ อุปัชฌาเยนะ//
ขะมะติ/ สังฆัสสะ// ตัสมา ตุณหี// เอวะเมตัง ธาระยามิ//ฯ

( ในที่ลงเครื่องหมาย ฯ เป ฯ ไว้นั้น ให้สวดเต็มความ)

แล้วคำว่า “นาค” หรือ “นาโค” มาอย่างไร ?
คำว่า “นาค, นาโค” ก็มาจากบทสวดที่ท่านทำรูปแบบไว้ นั่นเอง คือเป็นฉายาของผู้ที่จะบวช…เมื่อยังไม่มีฉายาผู้จะบวช ท่านก็ให้ใส่คำว่า “นาโค” หรือ นาค ไปไว้แทนก่อน เป็นลักษณะโมเดล เป็นตัวอย่างเอาไว้…เมื่อมีผู้มาขอบวช และพระอุปัชฌาย์ตั้งฉายาว่าอย่างไร ก็นำฉายานั้นไปใส่แทนตรงคำว่า “นาโค” นั้น ถึงเวลาสวดญัติจตุตถกรรมวาจา ท่านก็จะประกอบชื่อหรือฉายาซึ่งเป็นภาษาบาลีนั้น ให้เป็นไปตามกฎเกณฑ์ของไวยากรณ์บาลี

(สมัยก่อนนั้น เข้าใจว่า เวลาบวชเป็นพระ ที่เรียกว่า อุปสมบทนั้น ท่านตั้งฉายาว่า “นาโค” (นาค) ไว้เป็นพื้น …แต่ต่อมาน่าจะเกิดปัญหาเวลาที่มีบุคคลมาบวชพร้อมกัน ๒, คนบ้าง, ๓ คนบ้าง… ถ้าจะตั้งฉายาว่า “นาโค” อย่างเดียวก็จะเกิดการสับสน จึงต้องใช้ศัพท์อื่น คือฉายาอื่น ๆ เข้ามาแทนคำว่า “นาโค” อย่างเช่น คนแรกให้ฉายาว่า “นาโค” คนที่ ๒ อาจจะให้ฉายาว่า “นรินฺโท” คนที่ ๓ อาจจะให้ฉายาว่า “นริสฺสโภ” ดังนี้เป็นต้น… เวลาสวด ก็สามารถสวดได้ชัดเจน ไม่ก่อให้เกิดการหลงหรือสับสน…) 

(อย่างเช่นในตัวอย่างคำสวดกรรมวาจา  ตรงที่ใช้คำว่า ธัมมทีโป, ธัมมทีปัง, ธัมมะทีปัสสะ ก็คือคำที่ท่านใช้แทนคำว่า “นาโค, นาคัง, นาคัสสะ” นั่นเอง)

ด้วยสาเหตุที่ท่านตั้ง คำว่า “นาโค” (นาค) ไว้เป็นพื้น (โมเดล) ก็เลยทำให้ คำว่า “นาค” (นาโค) ติดปากติดหูผู้คนตั้งแต่นั้นมา…. ว่า “บวชนาค”

เหมือนสมัยก่อน ๆ คำว่า “แฟ๊บ, คำว่า แชมพู” เป็นคำที่ติดปากชาวบ้าน …. เวลาไปซื้อผงซักฟอก ก็จะเรียกว่า “แฟ๊บอย่างเดียว” ทั้ง ๆ ที่ผงซักฟอก มีตั้งหลายยี่ห้อ … หรือไปซื้อยาสระผม ก็จะเรียกติดปากว่า “แชมพู” ตะพึด…ทั้ง ๆ ที่ยาสระผม มีตั้งหลายยี่ห้อ….

แต่ด้วยเหตุผลกลใด ก็ไม่ทราบ มีคนนำเอาคำว่า “บวชนาค” ไปเกี่ยวข้องกับพยานาค โดยนำไปเกี่ยวข้องกับเรื่องราวในธรรมบทเรื่องหนึ่ง ที่ว่า “มีพยานาคตนหนึ่งอยากบวช ก็เลยปลอมเป็นมนุษย์มาบวช พอเผลอหลับ ร่างกายก็กลายเป็นนาคตามเดิม… พระพุทธเจ้าก็ให้สึก เพราะเป็นสัตว์เดรัจฉาน…นาคนั้นเสียใจ แต่ขอให้มีกำเนิดของตนเอง คือคำว่า “นาค” ไปเกี่ยวข้องกับการบวชของพระภิกษุด้วย…” จากนั้นก็เลยมีคำว่า “บวชนาค” มาจนถึงทุกวันนี้…. // นิทานอย่างนี้…ยังไม่สมเหตุสมผลนัก ก็ฟังหูไว้หู

 

VeeZa

๒๓ ตุลาคม ๒๕๖๑