คุณธรรม ๑๐ ประการ นี้เท่านั้น ประเสริฐสุดในหมู่ชน ทั้งในโลกนี้และโลกหน้า  คือ

(๑) โสดาปัตติมรรคจิตตุปบาท (โสดาปัตติมรรคจิต + ธรรมที่เกิดพร้อมกับโสดาปัตติมรรคจิตนั้น ได้แก่ เจตสิก ๓๖)
(๒) โสดาปัตติผลจิตตุปบาท (โสดาปัตติผลจิต + ธรรมที่เกิดพร้อมกับโสดาปัตติผลจิตนั้น ได้แก่ เจตสิก ๓๖)
(๓) สกทาคามิมรรคจิตตุปบาท (สกทาคามิมรรคจิต + ธรรมที่เกิดพร้อมกับสกทาคามิมรรคจิตนั้น ได้แก่ เจตสิก ๓๖)
(๔) สกทาคามิผลจิตตุปบาท (สกทาคามิผลจิต + ธรรมที่เกิดพร้อมกับสกทาคามิผลจิตนั้น ได้แก่ เจตสิก ๓๖)
(๕) อนาคามิมรรคจิตตุปบาท (อนาคามิมรรคจิต + ธรรมที่เกิดพร้อมกับอนาคามิมรรคจิตนั้น ได้แก่ เจตสิก ๓๖)
(๖) อนาคามิผลจิตตุปบาท (อนาคามิผลจิต + ธรรมที่เกิดพร้อมกับอนาคามิผลจิตนั้น ได้แก่ เจตสิก ๓๖)
(๗) อรหัตตมรรคจิตตุปบาท (อรหัตตมรรคจิต + ธรรมที่เกิดพร้อมกับอรหัตตมรรคจิตนั้น ได้แก่ เจตสิก ๓๖)
(๘) อรหัตตผลจิตตุปบาท (อรหัตตผลจิต + ธรรมที่เกิดพร้อมกับอรหัตตผลจิตนั้น ได้แก่ เจตสิก ๓๖)
(๙) นิพพาน
(๑๐) ปริยัติธรรม

จตุมคฺคผลนิพฺพานวเสน นววิโธ, ปริยตฺติยา สห ทสวิโธ วา ธมฺโม.

ปริยัติธรรมที่สงเคราะห์เข้าในคุณธรรมที่ประเสริฐ อย่างที่ ๑๐ นี้ หมายเอาปริยัติธรรม ๒ ประการ คือ
ก. นิสสรณัตถปริยัติ ปริยัติเพื่อออกไปจากวัฏฏะ (เพื่อปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง เพื่อนำตนให้พ้นจากวัฏฏะทุกข์)
ข. ภัณฑาคาริยปริยัติ ปริยัติประดุจดังว่าเป็นขุนคลัง (ได้แก่ ปริยัติของพระขีณาสพ เพื่อจดจำ,บันทึกคำสอนของพระพุทธเจ้าไว้…เพื่อเป็นหลักฐาน..บอก…กล่าว แก่อนุชนรุ่นหลัง ๆ สืบไป )
(แท้จริงแล้ว ปริยัติ มี ๓ อย่าง อย่างที่ไม่ยกมาในที่นี้ คือ “อลคัททูปมาปริยัติ” แปลว่า ปริยัติที่เปรียบเหมือนงูพิษ คือคอยกัดผู้อื่นไปทั่ว … ได้แก่เล่าเรียนมาแล้ว เพื่อมุ่งหวังโต้แย้ง ดูหมิ่น เหยียดหยามผู้อื่น…โดยที่ตนก็ไม่ได้ปฏิบัติในข้อที่ตนได้ศึกษามาแล้วเลย….ปริยัติแบบนี้ จึงเปรียบเสมือนปริยัติประดุจงูพิษ)

ว่าโดยหลักการแห่งพุทธศาสนา “ปริยัติศาสนา” เป็นเหตุของ “ปฏิปัตติศาสนา” และปฏิปัตติศาสนา ก็เป็นเหตุของ “ปฏิเวธศาสนา”
แม้พระสาวกทั้งหลายผู้มีปัญญาบารมีมาก…หากไม่ได้ยิน ไม่ได้ฟังพระดำรัสคำสอนของพระพุทธเจ้า หรือของพระสาวกองค์ก่อน ๆ แล้ว ก็ไม่อาจที่จะบรรลุโมกขธรรมได้ด้วยตนเอง ต้องผ่านการได้ยิน ได้ฟังมาก่อน (ปรโตโฆสะ) อย่างเช่น พระสารีบุตรเป็นต้น ที่พระพุทธองค์ทรงรับรองว่า เป็นผู้มีปัญญามาก… ท่านพระสารีบุตรเอง ขณะเป็นอุปติสสปริพาชก…ก่อนที่จะได้สำเร็จเป็นพระโสดาบัน ก็ต้องได้ฟังคำกล่าวของท่านพระอัสสชิเสียก่อน ว่า “เย ธมฺมา เหตุปฺปภวา….เอวํ วาที มหาสมโณ” ท่านจึงสามารถบรรลุเป็นพระโสดาบันได้….และเมื่อได้ฟัง “ทีฆนขเวทนาปริคหสูตร” ท่านจึงได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์…ฯ
หรือแม้แต่ท่านพระปัญจวัคคีย์ … หากไม่ได้ยิน ได้ฟังธรรมจากพระพุทธองค์ (ธรรมจักรกัปวัตนสูตร,อนัตตลักขณะสูตร,อาทิตปริยายสูตร…) แล้ว ก็ไม่อาจจะบรรลุโมกขธรรมได้เลย…

คำว่า “ปริยัติ” บางทีท่านก็ใช้ศัพท์ว่า “คันถธุระ”
“ปริยัติ หรือ คันถธุระ” ความหมายก็คือ การศึกษา เล่าเรียน ได้แก่กิริยา คือ การดู…การ ฟัง…ท่อง…การทรงจำ…การขีดเขียน…สนทนา… ปุจฉา…วิสัชชนา…การตรึกนึกพิจารณาตรองตามในคำสอนนั้น ๆ ได้อย่างถูกต้อง…และในขณะที่ตาดู หูฟัง เกิดความเข้าใจตรึกตรองตามไปในขณะนั้น เกิดจิตหลุดพ้น รู้เห็นตามความเป็นจริง ก็มีมากมาย….พระสาวกผู้มีบารมี ผู้ได้สั่งสมบุญญาธิการมาก่อนแล้ว….ย่อมสามารถบรรลุธรรมได้แม้ในขณะที่กำลังฟังอยู่นั้น…. เรียกได้ว่า ทั้งปริยัติ ปฏิบัติ เป็นไปพร้อม ๆ กัน นำให้ปฏิเวธ คือ ผล เกิดขึ้นหลังจากเทศนาจบ ก็มีเป็นจำนวนมาก…. ข้อนี้ จะเห็นได้ว่า “ทั้งปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ เป็นไปในขณะเดียวกัน แบบสันตติได้ คือสืบเนื่องกันไป” มิได้หมายความว่า “ปริยัติ ต้องถือสมุด ดินสอ หนังสือ…ไปเข้าห้องเรียน…ส่วน ปฏิบัติ ต้องแบกกลดสะพายบาตรเข้าป่า….” มิใช่อย่างนั้นเลย… //

– ในขณะที่พระพุทธเจ้าแสดงธรรม …พระสาวก นั่งฟัง….จดจำ…คิดนึก…ตรองตาม… ขณะนั้นเป็น “ปริยัติ”
– ในขณะที่นั่งฟังอยู่นั้น มีกาย วาจา สงบ …บางรูปปฏิบัติธุดงค์…เจริญกรรมฐานอย่างใดอย่างหนึ่ง…ตรองตามไปในขณะที่ฟังพระดำรัสของพระพุทธเจ้า…ตอนนั้นเรียกว่า “ปฏิบัติ”
– พอพระพุทธเจ้าแสดงธรรมจบ บางรูปได้ดวงตาเห็นธรรม “ยงฺกิญฺจิ สมุทยธมฺมํ สพฺพนฺตํ นิโรธธมฺมํ” ….เป็นพระโสดาบัน ก็มี ….เป็นพระอริยบุคคลเบื้องสูง ..ไปจนถึงพระอรหันต์ ก็มี…. ในขณะนั้น เรียกว่า “ปฏิเวธ” คือ ได้รับผลอันเกิดแต่การปฏิบัตินั้น ฯ

นี่ไง ….ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ เกิดสืบเนื่องกันไป….

==================
VeeZa
๗ มกราคม ๒๕๖๒