บุคคลทั่วไป พอได้ยินคำว่า “จิตว่าง” คือว่างจากกิเลส… ก็คิด เข้าใจกันว่า….เออ ท่านพูดดี… พูดลึกซึ้ง….. พูดแปลกไม่เหมือนใคร ไม่มีใครเหมือน…

แต่ถ้าคิดตามหลักพุทธศาสนาแล้ว.. ต้องพิจารณาให้ดี…. เพราะ
– ว่าโดยหลักการแล้ว จิตไม่เคยว่างจากอารมณ์ คือต้องรับ-รู้อารมณ์ อยู่เสมอ แม้ในขณะนอนหลับสนิท (ไม่ฝัน) จิตก็ยังรับอารมณ์อยู่
– เมื่อโดนโต้แย้งอย่างนี้ ท่านก็เลี่ยงไปพูดว่า ที่ว่าว่างนั้น หมายถึง “จิตว่างจากกิเลส”
– ถามว่า “จิตที่ว่างจากกิเลส เป็นจิตที่ดีเลิศ ประเสริฐศรี ดั่งที่ท่านกล่าวไว้หรือไม่ ????

มาพิจารณากันดู…
*** จิตอะไรบ้างที่ได้ชื่อว่า “ว่างจากกิเลส”

๑. ในขณะนอนหลับสนิท จิตก็ว่างจากกิเลส (คือคนนอนหลับ ไม่โลภ,-ไม่โกรธ, ไม่หลง ไม่มีอิสสา ริษยา…มานะ ทิฏฐิ อะไรเลย ไม่รับรู้อะไรเลยในขณะนั้น) แต่…มีใครนิยม ยกย่องบ้างครับว่า คนนอนหลับเป็นประเสริฐ…คนดี ดีจริง ๆ ไม่เลวเลย…. // ถ้าใครบอกว่าเป็นคนดี …ถ้าอย่างนั้นไอ้พวกโจรที่มันไปปล้นแล้ว …. ตอนกลางคืนหรือกลางวันมันก็ไปนอนหลับ… ในขณะที่มันนอนหลับ จิตมันว่างจากกิเลสหมดเลย… ไม่มีกิเลสอะไร ๆ ประกอบในขณะนอนหลับนั้นด้วย… จะให้เข้าใจว่าไอ้โจรพวกนั้นเป็นคนดี อย่างนั้นเหรอ???
๒. จิตอื่น ๆ ที่ไม่มีกิเลสประกอบ คือว่างจากกิเลส มีอีกเยอะแยะ เช่น
– อเหตุกวิบากทั้งหมด ๑๘ ดวง (จิตที่เกิดทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย บางเหล่าเกิดทางมโนทวาร) ทั้งหมด ไม่มีกิเลสประกอบ คือว่างจากกิเลสในขณะที่มันเกิดขึ้น…
– โสภณะจิตทั้งหมด มี ๕๙ หรือ ๙๑ ดวง ได้แก่
# กามาวจรโสภณจิต ๒๔
# รูปาวจรจิต ๑๕ จิตของพวกรูปพรหม หรือพวกที่ได้รูปฌาน
# อรูปาวจรจิต ๑๒ จิตของพวกอรูปพรหม หรือพวกที่ได้อรูปฌาน
# โลกุตตรจิต ๘, หรือ ๔๐ (จิตของพระอริยบุคคล)
จิตที่จัดว่า “ว่างจากกิเลส” คือไม่มีกิเลสประกอบเหล่านั้น (ยกโลกุตตรจิตออกไป) จิตที่เป็นโลกียจิตเหล่านั้นทั้งหมด ว่าโดยความประสงค์ของพระพุทธเจ้าแล้ว ยังถือว่าเป็นจิตที่ไม่ได้ดีวิเศษอะไร (ยกเว้นกิริยาจิตที่เป็นของพระอรหันต์แล้ว)….เพราะ ยังเจือด้วยอนุสัยกิเลส ทำให้เกิด ภพ-ชาติ ต่อไป….
อย่างอเหตุกวิปากจิต, หรือมหาวิปากจิต, มหัคคตวิปากจิต….ล้วนเป็นจิตที่ว่างจากกิเลส ไม่มีกิเลสประกอบ แต่…บางเหล่า เป็นตัวภพชาติ เช่น ปฏิสนธิจิต ๑๙ คือ สันตีรณจิต ๒, มหาวิบาก ๘, มหัคคตวิบาก ๙ … จิตเหล่านี้เป็นผลของอกุศล และกามาวจรกุศล, รูปาวจรกุศล, อรูปาวจรกุศล นำให้เกิด (ชาติ) ในภพภูมิใหม่ เมื่อมีการเกิด ก็มีการแก่ เจ็บ ตาย…โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส อุปายาส. ฯ

ข้อสำคัญต้องอย่าลืมว่า “จิตทีว่างจากกิเลส” ไม่ได้หมายความว่า ไม่มีกิเลส … ยังมีอนุสัยกิเลสอยู่…ตราบใดที่ยังไม่ทำอรหัตตมรรคให้เกิดขึ้น… จิตเหล่านั้นทั้งหมด เป็นขันธ์อย่างหนึ่ง คือ วิญญาณขันธ์ เมื่อเป็นขันธ์ ก็ไม่พ้นไปจาก ทุกข์ (อนิจจัง,ทุกขัง,อนัตตา)

อีกประการหนึ่ง อรูปาวจรจิต, คือจิตของพวกที่ได้อรูปฌานแล้ว ไปเกิดเป็นอรูปพรหม, ในอรูปพรหมชั้นสูงสุดนั้น จิตที่เกิดขึ้นตลอดอายุ ๘๔,๐๐๐ อสงไขยกัป …ยาวนานมาก ๆ เป็นจิตที่ไม่ประกอบกับกิเลสเลย…ว่างจากกิเลสตลอดเวลา….// ถามว่า พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญหรือ ??? ไม่เลย พระพุทธเจ้าไม่เคยสรรเสริญ มีแต่ตรัสว่า “ฉิบหายใหญ่แล้ว” อย่างที่ทรงรำพึงถึงอาฬารดาบส และอุทกดาบส ที่ตายจากมนุษย์แล้วไปเกิดในอรูปพรหม…เพราะท่านทั้งสองนั้น เมื่อสิ้นอายุแล้ว ยังต้องกลับมาเกิดในภพต่ำ ๆ หรือจับพลัดจับผลู ลงไปเกิดในอบายอีกก็อาจเป็นได้…. (นี่จึงบอกว่า “จิตว่าง” ไม่ได้ดีเด่ อะไรเลย)

อีกประการหนึ่ง “ท่านที่ได้รูปปัญจมฌาน แล้วเจริญ สัญญาวิราคภาวนา คือ ภาวนาที่ไม่ยินดีพอใจในนามขันธ์ …ท่านเหล่านั้นเมื่อฌานยังไม่เสื่อม ตายไปแล้ว ก็ไปเกิดเป็นอสัญญสัตตพรหม มีแต่รูปขันธ์ ไม่มีนามขันธ์เลย… จิตก็ไม่มี จัดว่าท่านว่างจากกิเลส เนิ่นนานตราบเท่าอายุของท่าน… // ถามว่า การไปเกิดในอสัญญสัตตพรหม พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญหรือ….? ก็ไม่ ทั้ง ๆ ที่ในขณะนั้น ไม่มีกิเลสเกิดกับท่านเหล่านั้นเลย… ว่างจากกิเลส… แต่ทำไม่พระพุทธเจ้าจึงไม่ทรงตรัสสรรเสริญ….. ก็เพราะว่า “ท่านเหล่านั้น ยังไม่ทำอรหัตตมรรคให้เกิดขึ้น… ยังมีอนุสัยกิเลสอยู่”

ท่านพุทธทาส กล่าวแต่เพียงว่า “จิตว่าง, ทำงานทุกชนิดให้จิตว่าง” ความมุ่งหมายคือ “ว่างจากกิเลส” … แต่ท่านไม่ได้กล่าวถึงการทำอรหัตตมรรค-ผล ให้เกิดขึ้นเลย… บอกเพียงแค่ทำให้จิตว่างเฉย ๆ … ไม่มีในหลักการของพระพุทธเจ้า…. จิตว่างแบบนั้น แต่อนุสัยกิเลสยังมีอยู่… โดยหลักการของพุทธฯ ไม่ได้วิเศษวิโสอะไรเลย…

==============
VeeZa
๑๓ มกราคม ๒๕๖๒