ทำไมคนหลับ จึงดำรงอยู่ในอิริยาบถ ยืน เดิน นั่ง ไม่ได้ ต้องตกไปสู่อิริยาบถนอนอย่างเดียว??

วิเคราะห์แบบอภิธรรม

อิริยาบถทั้ง ๔ ของมนุษย์ (ยืน เดิน นั่ง นอน) เป็นภาวะที่เกิดจากจิต และเป็นจิตที่ขึ้นสู่วิถี คือต้องรับอารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง ทางทวารทั้ง ๕ และทางมโนทวาร
จิตที่ทำให้อริยาบถทั้ง ๓ คือ ยืน เดิน นั่ง มีกำลัง ก็ได้แก่จิตหน้าที่ชวนะ ยิ่งถ้าจิตนั้น เป็นรูปาวจรกุศลจิต, อรูปาวจรกุศลจิต จะยิ่งทำให้อิริยาบถนั่ง มั่นคงที่สุด นั่งได้เป็นคืน เป็นวัน เป็น ๗ วันก็ยังได้…
จิตที่ทำหน้าชวนะที่เป็นอกุศล หรือหรือมหากุศล ก็ทำให้อิริยาบถทั้ง ๓ มั่นคงได้ในระดับหนึ่ง แต่ไม่เท่า รูปาวจรกุศล, อรูปาวจรกุศล
ส่วนอิริยาบถนอน ในขณะที่นอน ถ้าจิตยังขึ้นสู่วิถีอยู่ ยังไม่ลงสู่ภวังค์ยาว ๆ ก็จัดว่ายังไม่หลับ แต่ถ้าจิตนั้น เข้าสู่โหมดของภวังค์นาน ๆ บุคคลก็ได้ชื่อว่าหลับ…(นอนหลับ)

การหลับ ของมนุษย์ ได้แก่สภาวะที่จิตเข้าสู่โหมดของภวังค์
– เป็นจิตที่มีพลังอ่อนที่สุด เพราะเป็นจิตที่พ้นจากวิถี (วิถีมุตตจิต)
– เป็นจิตที่ไม่รับอารมณ์ภายนอกที่ผ่านมาทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย
– เป็นจิตที่รับอารมณ์ทางใจอย่างเดียว และอารมณ์นั้นเป็นสิ่งที่ได้มาจากภพก่อนเมื่อใกล้จะตาย
เมื่อภวังคจิตเป็นจิตที่ไม่ขึ้นสู่วิถี จึงมีกำลังที่อ่อน ภาวะที่จิตมีกำลังอ่อนสุด ๆ นั่นแหละ จึงไม่อาจทำให้เกิดจิตตชรูป (รูปเดิน ยืน นั่ง) ที่มั่นคงได้ เมื่อจิตตกลงสู่ภวังค์นาน ๆ รูป เดิน ยืน นั่ง ก็ไม่สามารถคงอยู่ในสภาวะของตนได้ ต้องล้มไป อยู่ในอิริยาบถที่เรียกว่า “นอน” และจะทำให้อิริยาบถนอนหลับนั้น มั่นคงด้วย…คือ เมื่อภวังคจิตนั้น ไม่ขึ้นสู่วิถีรับอารมณ์ทางปัญจทวาร…บุคคลก็จะนอนหลับยาวไปเรื่อย ๆ แต่เมื่อใดเมื่อภวังคจิตถูกตัดขาดไป (ภวังคุปัจเฉทะ) เพราะอารมณ์ที่มากระทบอย่างแรง ทางกายสัมผัส หรือทางหู… เช่นมีคนสาดน้ำมากระทบร่างกาย หรือมีเสียงดังอย่างแรงบริเวณที่ตนนอนอยู่…เช่นเสียงนาฬิกาปลุกที่วางอยู่ใกล้ ๆ เสียงนั้นไปกระทบกับโสตปสาท ภวังคจิตที่เกิดติดต่อกันมานานก็ขาดไป เกิดจิตพิจารณาอารมณ์ทางโสตทวาร (โสตทวาราวัชนะ) บุคคลก็จะได้ยินเสียง เมื่อจิตที่ได้ยินเสียงเกิดขึ้น นั่นหมายความว่า บุคคลได้ตื่นแล้ว วิถีจิตทางโสตทวาร (ทางหู) ได้เกิดขึ้นแล้ว

แท้จริง อิริยาบถนอน เกิดกับจิตที่อยู่ในวิถีก็ได้ อย่างที่คนนอน แต่ไม่หลับ หรือหลับแล้วตื่น แต่ยังไม่ลุกขึ้น ก็ยังถือว่าอยู่ในอิริยาบถนอน… อิริยาบถนอนนั้น ก็ถือว่าเกิดขึ้นด้วยจิตอื่น ๆ ที่มิใช่ภวังคจิต…
มนุษย์คนหนึ่ง ๆ มีภวังคจิตเกิดได้เพียงดวงเดียว ในบรรดามหาวิปากจิต ๘ ดวงใดดวงหนึ่ง…
ภวังคจิต เป็นจิตที่เรียกว่า รักษาองค์แห่งภพ คือเป็นจิตที่ทำหน้าที่เคลื่อนจากภพสู่ภพ คือจากภพเก่า(จุติ) ไปสู่ภพใหม่ (ปฏิสนธิ) เรื่อย ๆ ไป ด้วยอำนาจของกรรม ฉะนั้นจึงชื่อว่า “รักษาองค์แห่งภพ”
– ภวังคจิต ตอนที่ทำหน้าที่เคลื่อนจากภพเก่า เรียกว่า “จุติจิต”
– ภวังคจิต ตอนที่ทำหน้าที่สืบต่อภพใหม่ เรียกว่า “ปฏิสนธิจิต”
– ตอนที่ทำหน้าที่รักษาองค์แห่งภพ ก็เรียกว่า “ภวังคจิต”
– บุคคลจะอยู่ในโหมดที่เรียกว่าวิถีจิตตลอดไป ไม่ได้ คือจะรับอารมณ์ทางปัญจทวาร หรือทางใจ โดยไม่ลงสู่โหมดของวิถีมุตตจิต คือภวังค์เลยนั้น ไม่ได้ มนุษย์จะต้องมีภาวจิตที่ไม่รับอารมณ์ทางปัญจทวารและทางมโนทวาร นั่นคือมนุษย์จะต้องมีการนอนหลับ การนอนหลับนั่นแหละ คือภาวะที่จิต พ้นจากวิถี เป็นวิถีมุตตจิต ก็คือจิตเข้าสู่โหมดของภวังค์ นาน ๆ (ภวังค์นอน) นั่นเอง….

ภวังค์จิต มี ๒ ลักษณะ คือ
๑. ภวังค์ที่เกิดในขณะเปลี่ยนวิถี คือเมื่อจิตเกิดขึ้นรับอารมณ์หนึ่ง ๆ สิ้นสุดลงแล้ว จะขึ้นวิถีใหม่ จิตจะต้องลงสู่โหมดที่เรียกว่าภวังค์เสียก่อน จึงจะขึ้นสู่วิถีใหม่ได้อีกครั้งหนึ่ง…นี่เรียกว่า “จิตตนิยาม”
๒. ภวังค์นอน ก็คือภวังค์ที่เกิดติดต่อกันนาน ๆ ได้แก่ภวังค์ที่เกิดขึ้นในขณะที่บุคคลหลับไปนั่นเอง

ลักษณะการเกิดขึ้นและเป็นไปของภวังค์ ที่เรียกว่า “เป็นองค์แห่งภพ”

(ปฏิสนธิ………….ภวังค์………..จุติ) ไปเรื่อย ๆ ไม่มีที่สิ้นสุด… จะสิ้นสุดก็ต่อเมื่อ บุคคลได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ …เมื่อพระอรหันต์สิ้นชีวิตลง (ดับขันธปรินิพพาน) ลักษณะรูปแบบก็จะเป็น …. (ปฏิสนธิ……..ภวังค์……สำเร็จเป็นพระอรหันต์……ภวังค์……จุติ|อนุปาทิเสสนิพพาน) (นี่เป็นเพียงรูปแบบคล่่าว ๆ ไม่ละเอียด)
ตรงอนุปาทิเสสนิพพานนั้น ไม่มีปฏิสนธิ เป็นความดับสูญแห่งขันธ์ห้า ไม่มีการเกิด ไม่มีการสืบต่อภพใหม่….เมื่อไม่มีการเกิด ก็ไม่มีการตาย เมื่อไม่ตาย ก็เลยเรียกว่า “อมตะ” นิพพานเป็นธรรมไม่ตาย เพราะไม่มีการเกิดนั่นเอง…

====================

VeeZa

๔ พฤศจิกายน ๒๕๖๑