นี่คือ ธรรมชาติ จะต้องทำอะไรกับธรรมชาตินั้น

ถ้าใคร ๆ บอกว่า “ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นธรรมชาติ ต้องให้เป็นไปตามธรรมชาติ อย่าฝืนธรรมชาติ, มันเป็นธรรมชาติของมนุษย์…..” เมื่อว่าโดยคำสอนในทางพุทธศาสนา ถือว่าเป็นคำพูดที่ผิดพลาด… เพราะคำสอนในทางพุทธศาสนานั้น ไม่ใช่เป็นแบบนั้น เมื่อรู้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างเป็น “ธรรมชาติ” แล้ว ต้องรู้ต่อไปอีกว่า ธรรมชาตินั้น ๆ เมื่อเกิดขึ้นจะมีลักษณะ ๔ อย่าง และจะต้องทำอะไร ๆ ปฏิบัติอย่างไร ให้ถูกต้องกับธรรมชาตินั้น ๆ ด้วย คือ

๑. กุศลชาติ ธรรมที่เป็นกุศล โดยชาติของของมันเอง คือลักษณะการเกิดขึ้นของธรรมนั้น ๆ เป็นสิ่งที่ไม่มีโทษ มีวิบากที่เป็นสุข, อาศัยความไม่มีโทษ มีวิบากที่เป็นสุขนั่นเอง เป็นเครื่องกำหนด ว่าธรรมนี้เป็นกุศล ได้แก่ กุศลจิต ๒๑ เจตสิกที่ประกอบ ๓๘ / ธรรมที่เป็นกุศลชาติ เป็นภาเวตัพพธรรม คือเป็นธรรมที่ควรทำให้เจริญขึ้น
๒. อกุศลชาติ ธรรมที่เป็นอกุศล โดยชาติของมันเอง คือลักษณะการเกิดขึ้นของสิ่งนั้น ๆ เป็นสิ่งที่มีโทษ ก่อให้เกิดความทุกข์, อาศัยความเป็นโทษ ก่อให้เกิดทุกข์นั่นเอง เป็นเครื่องกำหนด ว่าธรรมนี้เป็นอกุศล ได้แก่ อกุศลจิต ๑๒ เจตสิกที่ประกอบ ๒๗ / ธรรมที่เป็นอกุศลชาติ เป็นปหาณตัพพธรรม คือเป็นธรรมที่ควรละ ควรปหาณ
๓. วิปากชาติ ธรรมชาติชนิดหนึ่ง ที่เป็นผลของกุศลและอกุศล คือเข้าถึงความสุกและหมดกำลังลง ได้แก่วิปากจิต ๓๖ เจตสิกที่ประกอบ ๓๘ / ธรรมที่เป็นวิปากชาติ (บางส่วน) เป็นปริญญาตัพพธรรม  เป็นธรรมที่ควรกำหนดรู้ (บางส่วนไม่ใช่ปริญญาตัพพธรรม ได้แก่ ผลจิต  ๔ หรือ ๒๐) 
๔. กริยาชาติ ได้แก่ธรรมที่พระพุทธเจ้าไม่ทรงแสดงว่าเป็น กุศล,อกุศล,วิบาก…แต่ทรงแสดงไว้โดยความเป็นอย่างอื่น คือ เป็นอเหตุกธรรมบ้าง,และเป็นธรรมที่เกิดแก่พระอรหันต์บ้าง ได้แก่ กริยาจิต ๒๐ เจตสิกที่ประกอบ ๓๘ / ธรรมที่เป็นกริยาชาติ นี้ จัดเป็นปริญญาตัพพธรรม คือธรรมที่ควรกำหนดรู้

(นอกจากนี้ ยังมีธรรมพิเศษอีกชนิดหนึ่งที่อยู่นอกเหนือธรรมทั้ง ๔ อย่างนี้, เป็นธรรมที่ไม่มีความเกิด-ดับ ไม่จัดเป็นอดีต-ปัจจุบัน-อนาคต…เป็นอสังขตะ ไม่มีปัจจัยปรุงแต่ง….เป็นธรรมที่เป็นตัวดับธรรมทั้ง ๔ ประการที่กล่าวมาแล้วนั้น …ธรรมนั้นได้แก่ “นิพพาน” นิพพานนั้น เป็นสัจฉิกาตัพพธรรม คือเป็นธรรมที่ควรกระทำให้แจ้ง )

ธรรมที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ ทั้ง ๔ อย่างนั้น ต้องมีกิจ คือหน้าที่ ที่บุคคลพึงกระทำต่อธรรมนั้น ๆ มิใช่ให้ธรรมนั้น ๆ มันเป็นไปตามธรรมดาของมัน …. เพราะถ้าไม่ทำกิจในธรรมชาติทั้ง ๔ นั้นตามสมควร หรือทำกิจที่ผิดพลาด เช่น ธรรมที่พึงประหาร (ปหาณตัพพะ) กับไปทำหน้าที่พิจารณาหรือศึกษาเฉย ๆ (ปริญญาตัพพะ)  จัดว่าเป็นการทำหน้าที่ที่ผิดในธรรมนั้น ๆ  ก็ถือได้ว่า ไม่รู้จักพุทธศาสนาเลย…และถ้าไม่ต้องทำอะไรในธรรมชาติทั้ง ๔ นั้น ก็ไม่จำเป็นต้องมีพระพุทธเจ้า..ไม่ต้องมีพุทธศาสนา….สัตว์ทั้งหลายก็จะดำเนินชีวิตไปในความมืด ไม่รู้จักสิ่งที่เป็นประโยชน์ มิใช่ประโยชน์….เหมือนกับบุคคลที่ไม่รู้ว่า มีอาหารไว้ทำอะไร….มียาพิษไว้ทำอะไร ….มีเสื้อผ้าไว้ทำอะไร…. มีทรัพย์สินเงินทอง เอาไว้ทำอะไร…มียารักษาโรค เอาไว้ทำอะไร ….//

เหมือนอย่างเช่น เมื่อตัณหา ความอยาก ความไคร่ในกามคุณอารมณ์เกิดขึ้น…บุคคลก็ปล่อยให้ตัณหา ความทะยานอยากนั้นเป็นไปตามธรรมดา ตามธรรมชาติของมัน ไม่มีการกำจัดปัดเป่าให้ทุเลาเบาบางลงไปแต่อย่างใด มีแต่จะส่งเสริม หรือหาทางให้ตัณหานั้นมันไหลไปได้ง่าย ๆ เช่นเมื่อต้องการเสพกาม มีเพศสัมพันธ์ บุคคลที่เป็นครูอาจารย์ หรือผู้นำรัฐบาล ก็จะแนะนำว่า …

  • ให้รู้จักการป้องกันตนเอง
  • ให้ใช้ถุงยางอนามัย
  • ทำอย่างไรถ้าเกิดการตั้งครรค์
    ………….ฯลฯ……………

เราก็ให้มันเป็นไปตามความต้องการนั้น…จึงมีข่าวคราว ที่บุคคลมีเพศสัมพันธ์กับสิ่งต่าง ๆ ทั้ง คน, สัตว์, สิ่งของ(ตุ๊กตายาง) … บางทีก็มีเพศสัมพันธ์กับคนในครอบครัวตัวเอง…เช่นพ่อกับลูกสาว, พี่ชาย-น้องสาว, ลุงกับหลาน….เป็นต้น….ไม่มีการกำจัดหรือละความทะยานอยากด้วยอำนาจแห่งตัณหาราคะนั้นเลย….จะมีก็เพียงแต่ป้องกันในลักษณะอื่น ๆ ดังกลาวแล้ว….เรียกว่า ไปทำหน้าที่อื่น ๆ ซึ่งมิใช่กิจที่พึงกระทำต่อตัณหาราคะนั้น ๆ เลย….
ข้อนี้ เป็นความย้อนแย้งกัน ระหว่างความเป็นไปทางโลก กับคำสอนในทางพุทธศาสนาอย่างสิ้นเชิง….

ทางโลก – ความอยาก ความต้องการทางเพศ …. เป็นธรรมชาติ ที่มนุษย์ต้องให้เป็นไปตามธรรมชาตินั้น
ทางพุทธฯ – ความอยาก ความต้องการทางเพศ …. เป็นธรรมชาติ ที่เกิดแต่ ตัณหาราคะ อันเป็นอกุศลชาติ ซึ่งเป็นธรรมที่เมื่อว่าโดยกิจแล้ว จะต้องขัดเกลา ให้เบาบางโดยศีลบ้าง โดยสมาธิบ้าง หรือกำจัดให้เด็ดขาดด้วยปัญญาในมรรคจิต….

นี่คือ กิจในทางพุทธฯ กับความเป็นไปในทางโลก อันบุคคลต้องกระทำกับธรรมชาติทั้ง ๔ อย่างนั้น…

ในทางพุทธฯ กิจ คือการขจัดขัดเกลากิเลส คือตัณหาราคะนี้ จะต้องเกิดขึ้นเป็นไปพร้อมด้วยปัญญา ความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้อง…ซึ่งบางทีก็เป็นเรื่องที่พูดให้เข้าใจได้ยากมาก เพราะสติปัญญา บุญบารมี ปุพเพกตปุญญตา..อินทรีย์ทั้ง ๕….อัธยาศัย ของบุคคลทั้งหลายที่ได้สั่งสมอบรมมา มีความยิ่งหย่อนแตกต่างกันไป…. และข้อสำคัญอีกอย่างหนึ่งว่า … บุคคลทั้งหลายในยุคสมัยนี้….ด้อยปัญญาที่จะเข้าถึงพุทธธรรมได้อย่างถูกต้อง….น้อยคนนักที่จะเข้าใจจุดประสงค์ในทางพุทธศาสนาได้….

จึงต้องปล่อยให้เป็นไปตามธรรมที่เป็น อกุศลชาติ ไง….

===================
VeeZa
๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๖๑