มีผู้สงสัยว่า “เอ…ก็บวชในพุทธศาสนา…แต่เวลาเรียก ทำไมถึงเรียกว่า “บวชชีพราหมณ์” ???
พระบางรูป ก็เลยมโนไปว่า ใช้ศัพท์ไม่ถูกต้อง, บางรูปก็ว่า พุทธกับพราหมณ์มันปนเปกัน แยกไม่ออก…
จริง ๆ จะใช้ศัพท์ว่า พุทธ หรือว่า พราหมณ์…. ในความหมายของพุทธเจ้า หรือตามพระประสงค์ของพระพุทธเจ้า ก็ได้ทั้งนั้น…
ที่ท่านใช้ศัพท์ว่า “บวชชีพราหมณ์” นั้นก็เพราะว่า “โดยปกติแล้ว การบวชนั้น เป็นการถือศีล ๘ และเป็นการประพฤติที่ประเสริฐ (คือประเสริฐกว่าศีล ๕ ตามธรรมดาของของคฤหัสถ์) ในสิกขาบที่ ๓ ของศีล ๘ นั้น ใช้คำว่า “อพฺรหฺมจริยา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ” แปลว่า “ข้าพเจ้าขอสมาทานสิกขาบท คือการงดเว้นจากการประพฤติที่ไม่ประเสริฐ (หรือ การประพฤติที่พวกพรหมเขาไม่ประพฤติกัน)
ถ้าเป็นศีลห้า ข้อที่สาม ใช้ศัพท์ว่า “กาเมสุมิจฺฉาจารา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ” แปลว่า “ข้าพเจ้าของสมาทานสิกขาบท คือการงดเว้นจากการประพฤติผิดในกามทั้งหลาย”
ความแตกต่างกัน ระหว่าง “กาเมสุมิจฺฉาจารา เวรมณี” กับ “อพฺรหฺมจริยา เวรมณี” ก็คือ ว่า
– กาเมสุมิจฺฉาจารา เวรมณี เว้นประพฤติในหญิง ๒๐ จำพวก แต่มีเพศสัมพันธ์ กับภรรยาของตนเองได้ ไม่ผิดศีล ๕
– อพฺรหฺมจริยา เวรมณี เว้นในหญิง ๒๐ จำพวกนั้นด้วย และเว้นภรรยาของตนเองด้วย…คือจะนอนร่วมภรรยาของตนเองก็ไม่ได้
ต้องประพฤติแบบพรหม คือประพฤติแบบคนอยู่คนเดียว ไม่อยู่เป็นคู่แบบสามี-ภรรยา ….

สรูปคือ ไม่เสพกาม(ไม่มีเพศสัมพันธ์)..ไม่ยินดีในการฟ้อนรำขับร้อง…ไม่ยินดีในการลูบไล้ด้วยของหอม….ไม่ยินดีในการนอนฟูก ที่นอนอันอ่อนนุ่ม
(เว้นทานอาหารในเวลาวิกาล…แม้การทานอาหาร ก็ต้องพิจารณาก่อน คือไม่มีมีความยินดีในรสอาหารด้วย)
สรุปว่า ทำตน….
– มีตา (แต่สำรวมอินทรีย์)
– มีหู (สำรวมหู ไม่ฟังเสียงอันเป็นข้าศึกต่อพรหมจรรย์)
– มีฆานะ(จมูก) แต่ทำตนดุจไม่มีจมูก เพราะไม่ยินดีในของหอม
– มีลิ้น แต่ทำดุจไม่มีลิ้น เพราะการพิจารณาอาหาร ไม่ยินดีในรสอาหาร
– มีกายปสาท แต่ทำตนดุจไม่มีกายปสาท คือไม่ยินดีในการรับรู้สัมผัสเย็น-ร้อน, อ่อน-แข็ง, หย่อน-ตึง

ทั้งหมดทีว่ามา เป็นการประพฤติแบบพรหม เป็นการประพฤติที่ประเสริฐ (ประเสริฐกว่าการถือศีลห้า)

การประพฤติแบบนี้ มีลักษณะคล้ายการเป็นอยู่ของพวกพรหมเลยทีเดียว….คือพวกพรหม จะมีเพียง
– จักขุปสาท คือมองเห็นได้
– โสตประสาท คือฟังเสียงได้
แต่จะไม่มี ฆานปสาท, ชิวหาปสาท, กายปสาท เพราะพรหม ไม่มีความต้องการกามคุณอารมณ์ ทางจมูก ทางลิ้น ทางกายสัมผัสแล้ว…
เพราะฉะนั้น การถือเพศแบบนี้ จึงเรียกว่า “พราหมณ์ (การประพฤติที่ประเสริฐ)” การประพฤติเช่นนี้ จึงเรียกว่า ประพฤติแบบพรหม, หรือ พรหมจรรย์, ในรูปแบบของการบวชชีพราหมณ์ … //

อีกประการหนึ่ง “พรหม” จัดเป็นพวกไม่มีเพศ (ไม่มีปุริสภาวะและอิตถีภาวะ) ไม่มีอวัยวะเพศที่เป็นเครื่องหมายแห่งการมีเพศสัมพันธ์ เพราะพรหมละกามตัณหาได้ด้วยกำลังแห่งฌาน (วิกขัมภณปหาณ)

“พรหม” ไม่มีการขับถ่ายของเสียทางทวารหนัก ทวารเบา เพราะพรหม ไม่ได้กินอาหารแบบมนุษย์หรือเทวดา แต่พรหมเป็นอยู่ได้ด้วยกำลังแห่งปีติในฌาน มีรูปาวจรกุศลกรรม หรืออรูปาวจรกุศลกรรมเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงอายุ
“พรหม” จะไม่สิ้นอายุกลางคัน ไม่มีอุปัจเฉทกมรณะ จะอยู่จนครบอายุและกรรมของตนเอง จึงจะเคลื่อนจากพรหมภูมินั้น ๆ

ส่วนคำว่า “พราหมณ์” นั้น เป็นศัพท์ที่มาจากคำว่า “พรหม” นั่นเอง โดยท่านให้คำนิยามศัพท์ว่า
คำว่า “พราหมณ์ หมายถึงผู้ที่เป็นเหล่ากอของพรหม, เหล่ากอของผู้ประเสริฐ” (พฺรหฺมุโน อปจฺจํ พฺราหฺมโณ พฺรหฺม เป็นบทหน้า, ณ ปัจจัย, ลบ ณ, และลง น อาคม, แปลง น เป็น ณ, ทีฆะ อะ เป็น อา)
และ “พราหมณ์ หมายถึงผู้สาธยายมนต์” (พฺรหฺมํ อณติ มนฺเต สชฺฌายตีติ พฺราหฺมโณ)

คำว่า “พรหม” นั้น ตามความหมายทางพุทธฯ หมายถึงพระอรหันต์ก็ได้ หมายถึงพระพุทธเจ้าก็ได้ เช่นคำว่า “พฺรหฺมภูโต” เป็นเนมิตกนามของพระพุทธเจ้าอีกพระนามหนึ่ง ฯ
ส่วนความหมายของคำว่า “พราหมณ์” พระพุทธเจ้าก็ให้คำนิยามไว้หลายอย่าง ส่วนมากได้แก่พระอรหันต์เลยทีเดียว อย่างที่ทรงตรัสว่า “ภิกษุชื่อว่า “พราหมณ์” นั้น คือผู้ที่ลอยบาปได้แล้ว คือลอยเหล่าอกุศลธรรมอันลามก อันให้เศร้าหมอง นำให้เกิดในภพใหม่ ให้มีความกระวนกระวาย มีวิบากเป็นทุกข์ ให้มีชาติ ชรา มรณะต่อไป”
บางแห่งตรัสว่า คำว่า “พราหมณ์” คือผู้ที่ลอยได้แล้วทั้งบุญทั้งบาป // ผู้ใดลอยบุญและบาปได้แล้ว ผู้นั้นชื่อว่า เป็นพราหมณ์ ซึ่งก็คือพระอรหันต์นั่นเอง…ฯ

ข้อสังเกตุ
การนิยามความหมาย หรือให้ความหมายของศัพท์ต่าง ๆ หรือชื่อของบุคคลต่าง ๆ นั้น พระพุทธเจ้าจะทรงให้ความหมายตามความเป็นจริง, ตามการกระทำ (กรรม), ตามการบรรลุธรรมหรือคุณวิเศษต่าง ๆ …เป็นต้น
พระพุทธองค์สามารถนิยามความหมายของพระองค์ ได้ทุกอย่าง แล้วแต่ใครจะเรียกว่าอย่างไร อย่างเช่น เวรัญชพราหมณ์กล่าวตู่พระพุทธเจ้าว่า…
…“พระโคดมท่านเป็นคนไม่มีรส ท่านเป็นคนไม่มีโภคะ ท่านเป็นคนกล่าวการไม่ทำ ท่านเป็นคนกล่าวความขาดสูญ ท่านเป็นคนช่างเกลียด ท่านเป็นคนกำจัด ท่านเป็นคนเผาผลาญ ท่านเป็นคนไม่ผุดเกิด”

พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่า …
“ดูก่อนพราหมณ์ คำที่ท่านกล่าว เป็นเรื่องจริง…ดูก่อนพราหมณ์…
– เราเป็นผู้ไม่มีรส เพราะรสในกาม คือ รูป รส กลิ่น เสียง โผฏฐัพพะ สิ่งที่มากระทบกาย เราละได้แล้ว ตัดรากขาดเสียแล้ว แต่มิใช่เป็นผู้ไม่มีรสดังที่ท่านกล่าวตู่
– เราเป็นผู้ไม่มีโภคะ เพราะโภคะ คือ รูป รส กลิ่น เสียง โผฏฐัพพะ เราได้ละแล้ว
– เราเป็นผู้กล่าวการไม่ทำ คือไม่ทำบาป การไม่ทำชั่วด้วยกาย วาจา ใจ
– เราเป็นผู้กล่าวความขาดสูญ เพราะกล่าวความขาดสูญแห่งราคะ โทสะ โมหะ เรากล่าวความขาดสูญแห่งบาปทั้งปวง
– เราเป็นผู้ช่างเกลียด เพราะเราเกลียดกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต เราเกลียดบาปอกุศลทั้งมวล
– เราเป็นผู้เผาผลาญ คือเป็นผู้ผลาญบาป ได้แก่ กายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต ด้วยเป็นธรรมที่ควรเผาผลาญ
– เราเป็นผู้ไม่ผุดเกิด เพราะการนอนในครรภ์ การเกิดในภพใหม่ ผู้ใดละได้ ทำให้ไม่มีได้อีกต่อไป ผู้นั้นย่อมไม่ผุดเกิดอีก
แต่ทั้งหมดนี้มิใช่เป็นดังคำหรือความหมายที่ท่านกล่าวตู่”

ความหมายก็คือว่า “ใครจะกล่าวตู่ หรือจะเรียกพระพุทธเจ้าว่าอย่างไรก็ตาม พระองค์ยอมรับคำกล่าวนั้น ๆ ทั้งหมด แต่พระองค์จะทรงให้คำนิยามความหมายที่พระองค์เป็น ตามพระประสงค์ของพระองค์เท่านั้น, พระองค์ไม่ได้เป็นไปอย่างที่คำนิยาม หรือการให้ความหมายของบุคคลอื่น…ฯ”

ความหมายของคำว่า “พราหมณ์” ในพุทธศาสนา… ดูจากที่นี่   https://goo.gl/W5WLyY

==================

VeeZa

๒๙ ตุลาคม ๒๕๖๑