ที่ชื่อว่า ธรรมจักร นั้น ก็เพราะการแสดงธรรมนั้นมีลักษณะการแสดงเป็น มูล มูลี คือแสดงธรรมที่เป็นผล เป็นเหตุ,เป็นผลแล้วก็เป็นเหตุ คือ
– แสดงทุกข์ ว่าเป็นผล
– แสดงสมุทัย ว่าเป็นเหตุ
– แสดงนิโรธ ว่าเป็นผล
– แสดงมรรค ว่าเป็นเหตุ
ลักษณะการแสดงผล-เหตุ, ผล-เหตุ วนเวียนอย่างนี้ จึงเรียกว่า “ธรรมจักร” บาลีเขียนว่า “ธมฺมจกฺก” (ธัมมะจักกะ)

ซึ่กำ ๑๒ อย่างนั้น ก็คือ การแสดงอริยสัจจ์ ๔ วนไป ๓ รอบ ด้วยอำนาจแห่งญาณ ๓ คือ สัจจญาณ กิจจญาณ และ กตญาณ วนไปในอริยสัจ 4 (4×3=12) จึงเรียกว่า “การวนรอบ 3 มีอาการ 12”

คือ

รู้ทุกขอริยสัจจ์ ด้วยสัจจญาณ กิจจญาณ กตญาณ
รู้สมุทัยอริสัจจ์ ด้วยสัจจญาณ กิจจญาณ กตญาณ
รู้นิโรธอริยสัจจ์ ด้วยสัจจญาณ กิจจญาณ กตญาณ
รู้มรรคอริยสัจจ์ ด้วยสัจจญาณ กิจจญาณ กตญาณ

– การรู้ว่า โลกียจิต ๘๑, เจตสิก ๕๑ (เว้นโลภะ) รูป ๒๘ เหล่านี้ว่าเป็นทุกข์, รู้ว่าตัณหา ๓ เป็นเหตุให้เกิดทุกข์, รู้ว่านิพพาน เป็นเครื่องดับทุกข์, รู้ว่ามรรคมีองค์ ๘ เป็นหนทางให้ถึงความดับทุกข์ / รู้อย่างนี้เรียกว่า “สัจจญาณ”
– รู้ว่า ทุกข์ เป็นธรรมที่ควรกำหนดรู้ (ปริญญาตัพพะ), รู้ว่าสมุทัยคือตัณหา เป็นธรรมที่ควรละ (ปหาณตัพพะ), รู้ว่านิโรธคือนิพพาน เป็นธรรมที่ควรทำให้แจ้ง (สัจฉิกาตัพพะ), รู้ว่ามรรคมีองค์ ๘ เป็นธรรมที่ควรให้เจริญ (ภาเวตัพพะ) / รู้อย่างนี้เรียกว่า “กิจจญาณ”
– รู้ว่า ทุกข์ เป็นธรรมที่ควรกำหนดรู้ ก็ได้กำหนดรู้แล้ว, รู้ว่าสมุทัยคือตัณหา เป็นธรรมที่ควรละ ก็ได้ละแล้ว, รู้ว่านิโรธคือนิพพาน เป็นธรรมที่ควรทำให้แจ้ง ก็ได้ทำให้แจ้งแล้ว, รู้ว่ามรรคมีองค์ ๘ เป็นธรรมที่ควรให้เจริญ ก็ได้เจริญแล้ว / การรู้อย่างนี้ เรียกว่า “กตญาณ”

โดยส่วนมากคนทั้งหลายก็จะเข้าใจว่า มรรค มีเพียงองค์ ๘ // แต่ความจริง คำว่า “มรรค” มี ๒ ประเภท คือ
– สัมมามรรค
– มิจฉามรรค

– สัมมามรรค ก็ได้แก่ มรรคมีองค์ ๘ เช่น สัมมาทิฏฐิ, สัมมาสังกัปปะ…สัมมาสมาธิ นั่นเอง
– มิจฉามรรค ก็ได้แก่ มิจฉามรรค ๔ อย่าง คือ มิจฉาทิฏฐิ (ความเห็นผิด),มิจฉาสังกัปปะ(ความดำริผิด), มิจฉาวายามะ (ความเพียรที่ผิด), และมิจฉาสมาธิ(ความตั้งใจมั่นผิด)
มิจฉามรรค ๔, รวมกับสัมมามรรค ๘ จึงรวมเป็น มรรค ๑๒ ด้วยประการฉะนี้….

มีคำถามว่า “ทำไม มิจฉามรรค จึงนับเพียง ๔ ไม่นับเป็น ๘ เหมือนสัมมามรรรค” ??
ตอบว่า “เพราะมิจฉามรรคอีก ๔ อย่างที่เหลือ ไม่มีองค์ธรรมเฉพาะ ๆ ของตน / ไม่เหมือนมิจฉามรรค ๔ อย่างที่กล่าวแล้ว ซึ่งมีองค์ธรรมเฉพาะ ๆ ของตน… //

มิจฉามรรค ๔ อย่าง มีองค์ธรรมเฉพาะ ๆ ของตนเอง และเป็นทางที่นำไปสู่อบายได้ จึงเรียกว่า “มิจฉามรรค” คือ
– มิจฉาทิฏฐิมรรค ได้แก่ “ทิฏฐิเจตสิก” คือความเห็นผิด ผู้ที่มีความเห็นผิด ในวัตถุ ๑๐ เช่น เห็นว่าการให้ทานไม่มีผล…เห็นว่าพ่อ-แม่ไม่มีคุณ…เห็นว่าบุญไม่มี บาปไม่มี… เป็นต้น / มิจฉาทิฏฐิ เป็นกรรมอย่างหนึ่งเรียกว่า “มโนกรรม” มีผลร้ายแรงยิ่งกว่า กายกรรมและวจีกรรม
– มิจฉาสังกัปปะ ความดำริผิด ได้แก่ “วิตกเจตสิก” ความตรึกนึกในทางที่ผิด (วิตกเจตสิก ที่ในอกุศลจิต) มี ๓ อย่าง คือ
๑) กามวิตก ตรึกนึกหมกมุ่นในกามคุณอารมณ์
๒) พยาบาทวิตก คิด อาฆาตพยาบาท
๓) วิหึงสาวิตก คิดเบียดเบียน หาทางเบียดเบียนทำร้าย…เป็นต้น
– มิจฉายาวามะ ได้แก่ “วิริยะเจตสิก” ความเพียรพยายามในการกระทำทุจริตต่าง ๆ ทางกาย วาจา ทางใจ (วิริยะ ที่ประกอบกับอกุศลจิต)
– มิจฉาสมาธิ ได้แก่ความตั้งใจมั่นผิด หมายเอาเอกัคคตาเจตสิกที่ประกอบกับอกุศลจิต เช่น ในขณะที่มีจิตจดจ่ออยู่กับการทำอกุศลกรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง มีการฆ่าสัตว์เป็นต้น เช่นคนที่กำลังจะยิงนก ย่อมมีจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิในการที่จะเล็งอาวุธไปยังสัตว์นั้น… สมาธิที่เกิดในขณะนั้นเป็นมิจฉาสมาธิ เพราะประกอบกับอกุศลจิต คือโทสะ หรือโลภะสลับกันไปมา…พวกที่นั่งปรก ปลุกเสกวัตถุมงคลต่าง ๆ มุ่งหวังให้วัตถุต่าง ๆ นั้น ขลัง-ศักดิ์สิทธิ์ สมาธิที่เกิดนั้น มีอกุศลเป็นมูล จัดเป็นมิจฉาสมาธิ…

นี่เป็นมิจฉามรรค ๔ อย่าง ที่มีองค์ธรรมเฉพาะ ๆ ของตน….

สำหรับตราธรรมจักรที่มีซี่กำ ๘ ก็หมายถึงสัมมามรรค ที่มีองค์ ๘ (สัมมาทิฏฐิ, สัมมาสังกัปปะ……..สัมมาสมาธิ)

เรื่องของซี่กำ ที่มีมากมายหลายอย่างนั้น
บางแห่ง เป็นไปในหลายความหมาย มีทั้ง ๘ ซี่, ๑๒ ซี่, ๒๔ ซี่, ๓๑ ซี่….

ท่านให้ความหมายไปต่าง ๆ คือ
๑๒ ซี่ หมายถึง ปัจจยาการ (ปฏิจจสมุปบาท) ที่มี องค์ ๑๒ ก็มี
๒๔ ซี่ หมายถึง ปัจจยาการ ๑๒ ที่รวมสายเกิด และสายดับ ด้วยกัน จึงเป็น ๒๔
๓๑ ซี่ หมายถึง ภูมิ ๓๑

ถ้าจะคิดในลักษณะ วนเวียนเป็นวงกลม (จักร) …ก็คงคิดได้อีกมากมาย… เช่น
๓ ซี่ ก็ได้ หมายถึง วัฏฏะ ๓ คือ กิเลสวัฏฏ์, กัมมวัฏฏ์, วิปากวัฏฏะ

………… คงเป็นไปได้อีกหลายอย่าง…

===============
VeeZa
๕ พฤศจิกายน ๒๕๖๑