ผู้เขียน เคยโพสท์ในทำนองเชิงคำถามว่า “อวิชชา เป็นปัจจัยใจให้เกิดสังขาร, แล้ว สังขาร เป็นปัจจัยให้เกิดอวิชชา ได้หรือไม่? “
เฉลยในวันนี้ว่า “สังขาร เป็นปัจจัยให้แก่อวิชชา ก็ได้”

นักศึกษาพุทธศาสนาหลาย ๆ คน ส่วนมากก็จะยึดถือตามพระไตรปิฎกที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า “อวิชชา เป็นปัจจัยให้แก่สังขาร (อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา, เขียนเป็นบาลีเต็ม ๆ ว่า “อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา สมฺภวนฺติ” สังขารมีได้เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย, หรือ อวิชชาเป็นปัจจัยให้แก่สังขาร)

ถ้าหากคิดในมุมกลับว่า “สงฺขารปจฺจยา อวิชฺชา, อวิชชาย่อมมี เพราะสังขารเป็นปัจจัย หรือ ‘สังขารเป็นปัจจัยแก่อวิชชา’ ได้หรือไม่?” หลาย ๆ คนก็จะงง ตอบไม่ได้ ตอบไม่ถูก แม้จะมีบางคนเดาตอบว่า “ได้” แต่ก็หาเหตุผลที่มาที่ไปไม่ได้ว่า “ได้อย่างไร”? เพราะการไม่ได้ศึกษาอภิธรรมปิฎก

ตามความเป็นจริงแล้ว การคิดในมุมกลับที่ว่า “สงฺขารปจฺจยา อวิชฺชา, อวิชชา ย่อมมีเพราะสังขารเป็นปัจจัย [หรือแปลว่า สังขารเป็นปัจจัยแก่อวิชชา]” นั้น นี่เป็นลักษณะความพิสดารของปฏิจจสมุปบาท โดยนัยหนึ่ง ….
นอกจากนี้ ในองค์อื่น ๆ ก็สามารถคิดในมุมกลับได้เช่นกัน เช่น “วิญฺญาณปจฺจยา สงฺขารา, วิญญาณ เป็นปัจจัยแก่สังขารได้หรือไม่? (เราเคยแต่ได้ยินว่า “สังขาร เป็นปัจจัยแก่วิญญาณ” ‘สงฺขารปจฺจยา วิญฺญาณํ’)

คำตอบ ก็คือ “เป็นได้” ไม่ว่าจะเป็น “สังขารเป็นปัจจัยแก่อวิชชา…” หรือ “วิญญาณเป็นปัจจัยแก่สังขาร…”
ความเป็นปัจจัยได้นี้ ผู้ศึกษาต้องมีความเข้าใจในเรื่องดังต่อไปนี้คือ
– องค์ของปฏิจจสมุปบาทนั้น ๆ ว่า “ได้แก่อะไร?”
– การเกิดขึ้นขององค์แห่งปฏิจจสมุปบาทนั้น ๆ ว่า “เกิดอย่างไร, มีธรรมอย่างอื่นเกิดร่วมได้หรือไม่?
– ความรู้เรื่องวิถีจิต
– ความรู้เกี่ยวกับปัจจัย 24/47 ในคัมภีร์มหาปัฏฐาน
– สรุป คือ ประมวลความรู้ในคัมภีร์อภิธรรมทั้งหมด เข้ามาประกอบในการตอบปัญหาว่า “องค์แห่งปฏิจจสมุปบาทนั้น ๆ เป็นปัจจัยให้แก่กันและกันได้อย่างไร”

อีกประการหนึ่ง ความพิสดารของปฏิจจสมุปบาท ที่คนทั้งหลายไม่ค่อยคิดกันก็คือ แต่ละองค์ ย่อมเป็นปัจจัยให้แก่องค์อื่น ๆ ที่มิได้เป็นไปตามลำดับแห่งตนได้ทั้งหมด เช่น อวิชชา ย่อมเป็นเป็นปัจจัยให้แก่ วิญญาณ นาม-รูป……….ไปจนถึง ชรา-มรณะ ได้ทั้งหมด, มิได้เป็นปัจจัยให้แก่สังขาร (อวิชชาปัจจะยา สังขารา) เพียงอย่างเดียวเท่านั้น อุปมาเหมือนพ่อของปู่ของปู่ของปู่…..พ่อของปู่เรา…ก็มีส่วนที่ทำให้เราได้เกิดมาด้วย เพราะถ้าไม่มีพ่อของปู่….. พ่อเราก็ไม่มี เมื่อพ่อเราไม่มี เราก็เกิดมาไม่ได้…// ทำนองเดียวกัน เมื่อไม่มีอวิชชา…ชาติ คือความเกิด ก็มีไม่ได้เช่นเดียวกัน…เพราะมีอวิชา จึงมีสังขาร…และเรื่อยมาจนถึง ชาติ …

อนึ่ง องค์แห่งปฏิจจสมุปบาท มี อวิชชา เป็นต้นนั้น สามารถเป็นปัจจัยให้แก่ปัจจยุปบันนธรรม มีสังขารเป็นต้นนั้น …เป็นปัจจัยได้ทั้งในขณะจิตเดียวกัน และในต่างขณะจิต ต่างขณะวิถีกัน อุทาหรณ์ เช่น

ในขณะที่อวิชชา คือ โมหะ เกิดพร้อมกับโลภมูลจิต ในขณะนั้น มีองค์แห่งปฏิจจสมุปบาทอื่น ๆ เกิดพร้อมกันได้ คือ
– สังขาร คือ เจตนาที่ประกอบกับโลภมูลจิตนั้น  (สังขาร เป็นองค์ที่จัดอยู่ในฝ่ายของ กัมมวัฏฏ์) ส่วนอวิชชา เป็นธรรมที่จัดอยู่ในส่วนของ “กิเลสวัฏฏ์”

– วิญญาณ ก็คือตัวโลกียวิบากจิต 
– นาม ก็คือเจตสิกที่ประกอบกับโลกียวิบากจิตนั้น
– รูป มีกัมมชรูป… เป็นต้น
– สฬายตนะ ได้แก่ มนายตนะ และธัมมายตนะ
– ผัสสะ ก็ผัสสะเจตสิกที่ประกอบกับโลกียวิบากจิตนั้น
– เวทนา ก็ได้แก่เวทนาเจตสิก ที่ประกอบกับโลกียวิบากจิตนั้น

(ธรรมทั้ง ๕ อย่างนี้ เป็นธรรมที่สืบเนื่องมาแต่ อวิชชา และสังขาร มีอวิชชาและสังขารในอดีตภพเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้… เพราะฉะนั้น โมหะ คืออวิชชา จึงเป็นปัจจัยให้ได้โดยความเป็น ปกตูปนิสสยปัจจัย) องค์ทั้ง ๕ นี้ เป็นองค์ที่จัดอยู่ในฝ่าย “วิปากวัฏฏ์” 

– ตัณหา ก็ได้แก่ โลภะ
– อุปาทาน ก็ได้แก่ โลภะ, ทิฏฐิ
– ภวะ ได้แก่ กัมมภวะ ก็คือ เจตนาเจตสิก นั่นเอง

(โมหะคืออวิชชา ประกอบองค์ทั้ง ๓ นี้ (ตัณหา,อุปาทาน,กัมมภวะ) จึงเรียกว่า มีอวิชชาเป็นปัจจัยให้ได้ โดยความเป็น เหตุปัจจัย, สหชาตปัจจัยเป็นต้น…และองค์ทั้ง ๓ นี้ ก็เป็นปัจจัยแก่โมหะคืออวิชชาได้ด้วย โดยความเป็นสหชาตปัจจัย เป็นต้นเช่นกัน) องค์ ๒ คือ ตัณหา,และอุปาทาน นี้เป็นธรรมที่ท่านจัดว่าเป็นส่วนของ “กิเลสวัฏฏ์” ส่วน กัมมภวะ จัดอยู่ในส่วนของ “กัมมวัฏฏ์”

– อีกอย่างหนึ่ง อวิชชา ถ้าเป็นปัจจัยให้แก่ ชาติ หรือ อุปปัตติภพ ก็เป็นไปด้วยอำนาจของ ปกตูปนิสสยปัจจัย (เป็นปัจจัยในต่างขณะจิต ต่างวิถีกับตัวอวิชชา)

หมายเหตุ ธรรมที่เป็นฝักฝ่ายแห่ง กิเลสและกรรมนั้น  ท่านจัดเป็นธรรมในฝ่ายเหตุ, ส่วนธรรมที่เป็นฝักฝ่ายแห่งวิบากวัฏฏ์นั้น เป็นธรรมที่จัดอยู่ในฝ่ายผล หรือวิบาก

ในทางตรงกันข้าม เมื่ออวิชชาเป็นปัจจัยให้แก่ธรรมต่าง ๆ มีเจตนาเจตสิกเป็นต้นที่เกิดพร้อมกันกับตน … ธรรมต่าง ๆ มีเจตนาเจตสิกเป็นต้นเหล่านั้น ก็เป็นปัจจัยให้แก่อวิชชาได้เช่นกัน ด้วยอำนาจของ สหชาตปัจจัย, อัญญมัญญปัจจัยเป็นต้น…. (สหชาตปัจจัย คือ เป็นปัจจัยโดยการเกิดพร้อมกัน, อัญญมัญญปัจจัย ก็คือเป็นปัจจัยให้แก่กันและกัน)

การแสดงหลักธรรมในทำนองปฏิจจสมุปบาท คือลักษณะที่ว่า “ธรรมนี้ เป็นปัจจัยแก่ธรรมนี้…หรือธรรมนี้มีได้เพราะธรรมนี้เป็นปัจจัย…” หรือ “เมื่อธรรมอย่างหนึ่งมี ธรรมอีกอย่างหนึ่งก็ย่อมมี” อย่างที่เคยได้ยินว่า “ครั้นเมื่อสิ่งนี้มี, สิ่งนี้จึงมี, เพราะสิ่งนี้ดับ สิ่งนี้จึงดับ (อิมสฺมึ สติ, อิทํ โหติ. อิมสฺส นิโรธา, อิทํ นิรุชฺฌติ)
เป็นการแสดงธรรมที่ได้แนวแห่งนัยปฏิจจสมุปบาท เป็นการแสดงธรรมแนวของเหตุ-ผล แนวของความเป็นปัจจัยสืบต่อให้แก่ผลธรรมที่เกี่ยวเนื่องกันกับตน….ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าใช้แสดงแก่เจ้าลัทธิทั้งหลาย ซึ่งเป็นการปฏิเสธเรื่องการดลบันดาล และปฏิเสธความเป็นอัตตาแห่งธรรมทั้งหลาย… ตัวอย่างเช่น

(ในทางตรงกันข้าม คือสายเกิด “สมฺภวติ” ก็จะเป็นไปในแนวนี้ว่า “เมื่อมีสติสัมปชัญญะ ก็มีหิริโอตตัปปะ, เมื่อมีหิริโอตตัปปะ ก็มีอินทรีย์สังวร, เมื่อมีอินทรีย์สังวร ก็มีศีล, เมื่อมีศีล ก็มีสัมมาสมาธิ, เมื่อมีสัมมาสมาธิ ก็มียถาภูตญาณทัสสนะ, เมื่อมียถาภูตญาณทัสสนะ ก็มีนิพพิทา-วิราคะ, เมื่อมีนิพพิทา-วิราคะ ก็มีวิมุตติญาณทัสสนะ)  

นี่คือความพิสดารแห่งปฏิจจสมุปบาท ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสห้ามพระอานนท์เถระว่า “…อย่าได้เข้าใจว่า ปฏิจจสมุปบาทเป็นของตื้น ของง่าย ๆ”…

นอกจากนี้ ความพิสดารแห่งปฏิจจสมุปบาท ยังมีโดยนัยะอื่น ๆ อีก คือ

๑.  องค์ ๑๒
๒.  กาล ๓
๓. ประเภท ๒๐
๔. ความสืบต่อกัน ๓
๕. หมวด ๔
๖. วัฏฏะ ๓
๗. มูล ๒

==============
VeeZa
๖ ตุลาคม ๒๕๖๑