คำพูดในลักษณะอย่างนี้ มีความหมาย สองแง่สองง่าม มีโอกาสทำให้คนเกิดความเห็นผิด (เป็นมิจฉาทิฏฐิ) ได้, เหมือนคำพูดที่ว่า “ทำดีได้ดี มีที่ไหน, ทำชั่วได้ดี มีถมไป” คืออาจจะมีคนบางจำพวกที่เข้าใจว่า

– ทำบาป มีการฆ่าสัตว์เป็นต้น ไปสวรรค์ก็ได้ …ด้วยการฆ่าสัตว์นั้น….เหมือนแนวคิดของลัทธิต่าง ๆ ที่มีการฆ่าสัตว์เพื่อบูชา เซ่นสรวง แล้วเข้าใจว่า การฆ่า การบูชาเซ่นสรวงนั้น จะเป็นเหตุนำให้ตนไปเกิดในสวรรค์ หรือได้รับความสุขต่าง ๆ // การกระทำของพวกลัทธินั้น ๆ ก็คือว่า…เมื่อถึงเทศกาลครั้งหนึ่ง ๆ พวกเขาก็เชือดเป็ด ไก่ …แพะ แกะ …เพื่อบูชา เซ่นสรวง….
หรือแม้แต่แนวคิดของชาวพุทธบางจำพวก ที่บอกว่า “ฆ่าไก่ ไปวัดทำบุญ ก็ขึ้นสวรรค์ได้” ก็มีลักษณะทำนองเดียวกัน //
– ทำบุญให้ทาน ไปวัดฟังธรรม… ไปนรกก็ได้ เข้าข่ายลักษณะพวกอกิริยทิฏฐิ คือมีความเห็นว่า ไม่เป็นอันทำ เพราะการกระทำนั้น ไม่เป็นบุญ…หรือแม้เห็นว่าเป็นบุญ แต่บุญนั้นก็ไม่มีประโยชน์ คือไม่สามารถนำไปสู่สวรรค์ได้….

จริง ๆ ลักษณะแนวคิดทั้ง ๒ อย่างนี้ ก็เข้าข่ายอกิริยทิฏฐิ, และอเหตุกทิฏฐิ…ปฏิเสธผล, ปฏิเสธเหตุ… เป็นมิจฉาทิฏฐิอย่างหนึ่ง ในนิยตมิจฉาทิฏฐิ ๓ อย่าง

พุทธศาสนา ไม่ได้ปฏิเสธว่า คนฆ่าสัตว์…จะไปสวรรค์ไม่ได้, หรือคนทำบุญ จะไปสู่อบาย ไม่ได้ …. แต่ต้องเข้าใจว่า…
– การไปสวรรค์นั้น ไม่ได้ไปด้วยอำนาจของการฆ่าสัตว์นั้น แต่ไปด้วยอำนาจของบุญกุศล…ที่เขาเคยกระทำไว้แล้ว
– และคนที่ทำบุญแล้วตกนรกนั้น ก็ไม่ได้หมายความว่า เขาตกนรกเพราะการทำบุญนั้น แต่เขาตกนรกด้วยอำนาจของบาปอกุศลที่เคยกระทำไว้แล้วต่างหาก

มันเป็นความจริงที่ว่า ช่วงระยะเวลาการเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะสงสารของบุคคลนั้น ย่อมกระทำทั้งบุญทั้งบาป (ดีบ้าง ชั่วบ้าง) คละเคล้ากันไป และไม่ใช่การทำบุญและบาปในชาติเดียว… ทุกครั้งที่เวียนว่ายตายเกิด ย่อมทำทั้งสองอย่างนั้นมานับครั้งไม่ถ้วน…จนถึงชาติปัจจุบัน บุคคลหนึ่ง ๆ ก็ทำทั้งบุญและบาป…และผลแห่งบุญและผลแห่งบาปนั้น ก็จะติดตามบุคคลนั้น ๆ ไป เหมือนเงาตามตัว, และเหมือนล้อเกวียนหมุนตามรอยเท้าโค ฉะนั้น…
– ช่วงใดที่ผลแห่งบุญมันส่งผล บุคคลก็จะประสบความสุข มีลาภ มียศ และความสรรเสริญ ถือกำเนิดในภพดี ๆ
– ช่วงใดที่ผลแห่งบาปมันให้ผล บุคคลก็จะประสบความทุกข์ มีทุกข์ในอบายเป็นต้น …และประสบเคราะห์กรรมต่าง ๆ ในภพนั้น ๆ มีความทุกข์กาย-ใจ เสื่อมลาภ,เสื่อมยศ,ถูกนินทา…เป็นต้น

สำหรับข้อความในภาพตามที่ยกมานั้น มีผู้อธิบายต่อ ๆ มาว่า
“คนที่ตกเบ็ด หรือหว่านแหอยู่ ได้ยินเสียงพระสวดมนต์ ก็อนุโมทนาสาธุ…อนุโมทนาบุญ”
“ส่วนคนที่ไปวัด ทำบุญให้ทาน รักษาศีล เห็นคนหว่านแห หาปลา…. ก็นึกคิดรังเกียจ หรือตำหนิคนตกเบ็ด ด่าว่าอยู่ในใจ…”
ก็เลยมีคำพูดว่า “คนตกปลาได้ไปสวรรค์, ส่วนคนเข้าวัดปฏิบัติธรรม กลับไปนรก”

พูดสองแง่สองง่ามอย่างนี้แล้ว ก็ต้องแยกให้ถูก ว่า “ไปสวรรค์ เพราะกรรมอะไร? ตกนรก เพราะกรรมอะไร?  คนที่พูดแล้วแยกไม่ถูก มันจะหนักกว่าคนที่ตกเบ็ด และคนไปวัดอีกนะ….จะบอกให้

VeeZa
๓๑ ตุลาคม ๒๕๖๑